แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ 09.หลัการออกแบบนวัตกรรมและสื่อเพื่อการเรียนรู้ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ 09.หลัการออกแบบนวัตกรรมและสื่อเพื่อการเรียนรู้ แสดงบทความทั้งหมด
วันจันทร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2555

9.3 แนวทางการออกแบบสื่อภาพเคลื่อนไหว

0 comments
 
ลักษณะและรูปแบบของสื่อภาพเคลื่อนไหว

สื่อภาพเคลื่อนไหว (animation) หมายถึง สื่อที่สร้างจากภาพนิ่งหลายๆภาพต่อเนื่องกัน แล้วแสดงผลตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ หรือจากการใช้เทคนิคทางโปรแกรมเพื่อกำหนดให้องค์ประกอบในฉากเคลื่อนที่ไปตามจุดหรือตำแหน่งที่ต้องการ
ลักษณะของสื่อภาพเคลื่อนไหว ที่มีอยู่ในโลกของไฟล์บนระบบคอมพิวเตอร์ มีอยู่ 2 ลักษณะ
  1. GIF animation
  2. Flash animation
  3. Script Interactive animation

 ลักษณะและรูปแบบของสื่อภาพเคลื่อนไหว : GIF animation


แนวทางการออกแบบ ผลิต และพัฒนาสื่อภาพเคลื่อนไหว

ปัจจุบันการสร้างไฟล์ภาพเคลื่อนไหวในแบบปกติที่นิยมใช้กัน โดยสรุปแล้วจะมี 2 วิธีการ
1. วิธีเรียงด้วยไฟล์ภาพนิ่ง
วิธีนี้เป็นการนำไฟล์ภาพนิ่งมาเรียงแบบต่อเนื่อง สามารถใช้โปรแกรมประเภทที่สร้าง GIF animation หรือโปรแกรมประเภท Flash ก็ได้
2. วิธีกำหนดการเคลื่อนไหวของตัววัตถุบนพื้นที่แสดง
ลักษณะเช่นนี้ โปรแกรมที่สร้างงานจะเป็นโปรแกรมประเภท Flash โดยเฉพาะ
คำแนะนำในการพัฒนาสร้างไฟล์สื่อภาพเคลื่อนไหว
1. กรณีใช้ภาพนิ่งมาต่อร้อยเรียง ไม่ควรใช้ภาพมากเกินไป เพราะจะทำให้ไฟล์ภาพ มีขนาดใหญ่
2. การพิจารณาในการสร้างไฟล์งานภาพเคลื่อนไหว ต้องดูถึงความจำเป็น ความเหมาะสม ว่าภาพนิ่งไม่สามรถสื่อความหมายของการเรียนรู้ได้เพียงพอ
3. แม้ว่าปัจจุบัน เทคโนโลยีเครือข่าย และการสื่อสารเอื้ออำนวยในการแสดงไฟลืภาพขนาดใหญ่ได้ แต่การสร้างไฟล์ภาพเคลื่อไหว ขนาดใหญ่ ก็ยังต้องใช้เวลาในการ load เพื่อแสดงผลอยู่ อันอาจเป็นสาเหตุให้ ผู้เรียนรู้ ขาดความสนใจในการรอ
4. การใช้ค่า Frame rate สูงๆ แม้ว่าภาพเคลื่อนไหวจะดูเคลื่อนไหวอย่างเป็นธรรมชาติ สบายตา แต่ค่าไฟล์ก็จะมีขนาด ที่ใหญ่มากยิ่งขึ้น ควรกำหนด frame rate ที่พอดี
5. เลือกใช้เทคนิค วิธีการ หรือโปรแกรม ที่เหมาะสมกับการแสดงผล และความถนัดของผู้สร้าง
6. แม้ว่า Browser และโปรแกรมสร้าางสื่ออื่นๆจะรองรับไฟล์ภาพเคลื่อนไหว และการแสดงผลได้ทุกประเภท แต่ก็ต้องคำนึงถึงเทคนิค สีฉากหลังในสภาพเดิมด้วย ควรสร้างสื่อให้เหมาะสมกับการนำไปใช้งาน

แนะนำโปรแกรมสร้างงานไฟลืภาพเคลื่อนไหว

แนะนำโปรแกรมสร้างไฟล์งาน GIF Animation
1. Easy GIF Animator
ของ Blumentals software เป็นโปรแกรมสร้างไฟล์ GIF ที่ง่าย ไฟลืภาพมีขนาดเล็ก
2. Ulead GIF Animator
เป็นโปรแกรมของค่าย Ulead ที่มีประสิทธิภาพมาก ซึ่งปัจจุบันไม่ได้พัฒนาต่อแล้ว และนำออกจากบัญชี software
3. CoffeeCup GIF Animator
ของค่าย CoffeeCup ซึ่งสามารถ export ไฟล์ได้ทัง .GIF และ .SWF
4. Microsoft Gif Animator
ของค่ายไมโครซอฟท์ ที่ใช้งานได้ง่าย ซึ่งปัจจุบันก็หยุดการพัฒนาไปแล้วเช่นกัน แต่ก็ยังมีผู้นำมาใช้งาน

  
แนะนำโปรแกรมสร้างไฟล์งาน Flash Animation
1. Adobe Flash
ของค่าย Adobe ซึ่งโปรแกรมนี้ถือเป็นโปรแกรมสร้าง Flash ที่สมบูรณ์ที่สุด
2. SWiSH Max
ของ SwiSHzone เป็นอีกโปรแกรมอีกค่ายที่สร้างไฟล์ flash ที่ดี และง่าย
3. Mix-FX
ของ Triple W Communications ก็เป้นโปรแกรมที่แยกประเภทในการสร้างงาน ที่ใช้งานง่ายๆ
4. KoolMoves
ของค่าย Lucky Monkey Designs เป็นอีกโปรแกรมที่น่าสนใจ รองรับการสร้างงานแบบ 3D


Readmore...

9.7 แนวทางการพัฒนาสื่อประเภทมัลติมีเดีย

0 comments
 

หากพูดถึงเรื่องสื่อมัลติมีเดีย ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า มัลติมีเดีย ของการใช้งานมีหลายความหมาย ในวงการศึกษา อาจหมายถึงการจัดกระบวนการเรียนรู้ด้วยสื่อที่หลากหลายประเภท หรืออาจจะหมายถึงการสร้างเนื้อหา สาระหลักสูตรเดียวกันแต่มีวิธีการเรียนรู้บนสื่อที่แตกต่างกัน

แต่หากมาดูความหมายทางสากล ก็จะหมายถึง สื่อที่มีองค์ประกอบของสื่ออื่นๆนำเข้ามาร่วมกันมากกว่า 2 ประเภทขึ้นไป ซึ่งสื่อที่มักจะใช้เป็นส่วนประกอบของมัลติมีเดีย ได้แก่ ข้อความตัวอักษร(text), เสียง(Audio), ภาพนิ่ง(Still image), กราฟิก(graphic), ภาพเคลื่อนไหว(Animation), วิดีทัศน์(video) รวมถึง กระบวนการปฎิสัมพันธ์(interactive)

ขั้นตอนการพัฒนาสื่อประเภทมัลติมีเดีย
ในการพัฒนาสื่อการเรียนรู้ในแต่ละเนื้อหา ส่วนใหญ่จะยึดหลักการสร้างสื่อที่คล้ายคลึงกัน เริ่มตั้งแต่
การวิเคราะห์เนื้อหา (Analysis) ขั้นตอนนี้มีขั้นตอนสำคัญได้แก่ การสร้างแผนภูมิระดมสมอง (Brain Storm Chart) เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหาช่วยกันระดมหัวเรื่องที่เกี่ยวข้องกับรายวิชานั้น จากนั้นนำมาสรุป จัดกลุ่มหัวเรื่อง ให้สัมพันธ์กัน เพิ่มหรือตัดหัวเรื่องที่จำเป็น เราเรียกว่าแผนภูมิหัวเรื่องสัมพันธ์ (Concept Chart) โดยจัดลำดับก่อนหลัง ตามลักษณะลำดับการเรียนเนื้อหาเรื่องนั้น ๆ จะทำให้เห็นภาพลำดับของหัวเรื่องทั้งรายวิชา เรียกว่า แผนภูมิโครงข่ายเนื้อหา (Content Network Chart)

ในขั้นตอนการออกแบบการสอน (Design) จะต้องนำแผนภูมิโครงข่ายเนื้อหา มาจัดแบ่งเป็นหน่วยการเรียน (Module) พร้อมกำกับด้วยวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมที่กำหนดไว้อย่างชัดเจน

จากนั้นจะต้องออกแบบการสอนภายในของแต่ละหน่วยการเรียน (Module Presentation Chart) ตามหลักการสอนจริง โดยเลือกใช้เทคนิควิธีและสื่อมัลติมีเดียให้เหมาะสมในการนำเสนอเนื้อหาในหน่วยนั้น ๆ โดยเน้นเพื่อให้ผู้เรียนสามารถเกิดการเรียนรู้ได้จริง

จากกระบวนการดังกล่าวสามารถแสดงออกเป็นขั้นตอนต่างๆ เป็นลำดับ โดยมีขั้นตอนทั้งหมด 7 ขั้นตอน (สุกรี รอดโพธ์ทอง 2538 : 25-33) ดังนี้
1. ขั้นการเตรียม (Preparation)
  • กำหนดเป้าหมายและวัตถุประสงค์ (Determine Goals and Objectives)
    คือ การตั้งเป้าหมายว่าผู้เรียนจะสามารถใช้บทเรียนนี้เพื่อศึกษาในเรื่องใดและลักษณะใด กล่าวคือ เป็นบทเรียนหลักเป็นบทเรียนเสริม เป็นแบบฝึกหัดเพิ่มเติมหรือแบบทดสอบ รวมทั้งการนำเสนอเป้าหมายและวัตถุประสงค์ในการเรียน เราจะต้องทราบพื้นฐานของผู้เรียนที่เป็นกลุ่มเป้าหมายเสียก่อน เพราะความรู้พื้นฐานของผู้เรียนมีอิทธิพลต่อเป้าหมายและวัตถุประสงค์ของการเรียน
  • รวบรวมข้อมูล (Collect Resources)
    หมายถึง การเตรียมพร้อมทางด้านของเอกสารสนเทศ (Information) ทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง
  • เนื้อหา (Meterials)
    ได้แก่
    ตำรา หนังสือ เอกสารทางวิชาการ หนังสืออ้างอิง สไลด์ภาพต่างๆ
    แบบสร้างสถานการณ์จำลอง เพื่อใช้สำหรับการเรียนรู้ หรือทดลองจากสภาพการณ์จำลองจากสถานการณ์จริง ซึ่งอาจจะหาไม่ได้หรืออยู่ไกลไม่สามารถนำเข้ามาในห้องเรียนได้ หรือมีสภาพอันตราย หรืออาจสิ้นเปลืองมากที่ต้องใช้ของจริงซ้ำ ๆ สามารถใช้สาธิตประกอบการสอนใช้เสริมการสอนในห้องเรียน หรือใช้ซ่อมเสริมภายหลังการเรียนนอกห้องเรียน ที่ใด เวลาใด ก็ได้
  • การพัฒนาและออกแบบบทเรียน (Instructional Development)
    คือ หนังสือการออกแบบบทเรียน กระดาษวาดสตอรี่บอร์ด สื่อสำหรับการทำกราฟิก โปรแกรมประมวลผลคำ เป็นต้น
  • สื่อในการนำเสนอบทเรียน (Instructional Development System)
    ได้แก่ การนำเอาคอมพิวเตอร์สื่อต่างๆ มาใช้งาน
  • เรียนรู้เนื้อหา (Learn Content)
    เช่น การสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ การอ่านหนังสือหรือเอกสาอื่นๆ ที่เกี่ยวกับเนื้อหาบทเรียน ถ้าไม่มีการเรียนรู้เนื้อหาเสียก่อนก็ไม่สามารถออกแบบบทเรียนที่มีประสิทธิภาพได้
  • สร้างความคิด (Generate Ideas)
    คือ การระดมสมองนั่นเอง การระดมสมองหมายถึง การกระตุ้นให้เกิดการใช้ความคิดสร้างสรรค์เพื่อให้ได้ข้อคิดเห็นต่างๆ เป็นจำนวนมาก

2. ขั้นตอนการออกแบบบทเรียน (Design Instruction)
ขั้นตอนการออกแบบบทเรียนเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดขั้นหนึ่งในการกำหนดว่าบทเรียนจะออกมามีลักษณะใด
  • ทอนความคิด (Elimination of Ideas)
  • วิเคราะห์งานและแนวความคิด (Task and Concept Analysis)
  • ออกแบบบทเรียนขั้นแรก (Preliminary Lesson Description)
  • ประเมินและแก้ไขการออกแบบ (Evaluation and Revision of the Design)

3. ขั้นตอนการเขียนผังงาน (Flowchart Lesson)
เป็นการนำเสนอลำดับขั้นโครงสร้างของคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ผังงานทำหน้าที่เสนอข้อมูลเกี่ยวกับโปรแกรม เช่น อะไรจะเกิดขึ้นเมื่อผู้เรียนตอบคำถามผิด หรือเมื่อไหร่จะมีการจบบทเรียน และการเขียนผังงานขึ้นอยู่กับประเภทของบทเรียนด้วย

4. ขั้นตอนการสร้างสตอรี่บอร์ด (Create Storyboard)
เป็นขั้นตอนการเตรียมการนำเสนอข้อความ ภาพ รวมทั้งสื่อในรูปแบบมัลติมีเดียต่างๆ ลงบนกระดาษ เพื่อให้การนำเสนอข้อความและรูปแบบต่างๆ เหล่านี้เป็นไปอย่างเหมาะสมบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ต่อไป

5. ขั้นตอนการสร้างและการเขียนโปรแกรม (Program Lesson)
เป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลสตอรีบอร์ดให้กลายเป็นคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ส่วนนี้จะต้องคำนึงถึงฮาร์ดแวร์ ลักษณะและประเภทของบทเรียนที่ต้องการสร้าง โปรแกรมเมอร์และงบประมาณ

6. ขั้นตอนการประกอบเอกสารประกอบบทเรียน (Produce Supporting Materials)
เอกสารประกอบบทเรียนอาจแบ่งออกได้ เป็น 4 ประเภท คือ คู่มือการใช้ของผู้เรียน คู่มือการใช้ของผู้สอน คู่มือสำหรับแก้ปัญหาเทคนิคต่างๆ และเอกสารประกอบเพิ่มเติมทั่วๆ ไป ผู้เรียนและผู้สอนย่อมมีความต้องการแตกต่างกัน คู่มือจึงไม่เหมือนกัน คู่มือการแก้ปัญหาก็จำเป็นหากการติตตั้งมีความสลับซับซ้อนมาก

7. ขั้นตอนการประเมินผลและแก้ไขบทเรียน (Evaluate and Revise)
บทเรียนและเอกสารประกอบทั้งหมดควรที่จะได้รับการประเมิน โดยเฉพาะการประเมินการทำงานของบทเรียน ในส่วนของการนำเสนอนั้นควรจะทำการประเมินก็คือ ผู้ที่มีประสบการณ์ในการออกแบบมาก่อน ในการประเมินการทำงานของบทเรียนนั้น ผู้ออกแบบควรที่จะสังเกตพฤติกรรมของผู้เรียน หลังจากที่ได้ทำการเรียนจากคอมพิวเตอร์ช่วยสอนนั้นๆ แล้ว โดยผู้ที่เรียนจะต้องมาจากผู้เรียนในกลุ่มเป้าหมาย ขั้นตอนนี้อาจจะครอบคลุมถึงการทดสอบนำร่องการประเมินผลจากผู้เชี่ยวชาญได้ ในการประเมินการทำงานของบทเรียนนั้น ผู้ออกแบบควรที่จะสังเกตพฤติกรรมของผู้เรียน หลังจากที่ได้ทำการเรียนจากคอมพิวเตอร์ช่วยสอนนั้นๆ แล้ว โดยผู้ที่เรียนจะต้องมาจากผู้เรียนในกลุ่มเป้าหมาย ขั้นตอนนี้อาจจะครอบคลุมถึงการทดสอบนำร่องการประเมินผลจากผู้เชี่ยวชาญได้

 
  
Instructional Design Model for Multimedia
Commonwealth Educational Media Center for Asia(2000 :35-37) ได้สรุปรูปแบบ การออกแบบ ระบบการผลิต Multimedia นี้ ซึ่งได้อธิบายถึงกระบวนการออกแบบการเรียนการสอนและการพัฒนาตามลำดับขั้น ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ดังนี้
  1. การตั้งวัตถุประสงค์ (Objectives)
  2. การกำหนดเนื้อหา (Content)
  3. การติดต่อ รับ- ส่ง (transaction)
  4. การประเมิน (Evaluation)
รายละเอียดของขั้นตอนทั้ง 4 ขั้นตอนของ Instructional Design Model for Multimedia ประกอบด้วย
 
1) การตั้งวัตถุประสงค์ (Objectives)
เป็นขั้นตอนแรกที่มีการกำหนดวัตถุประสงค์ของการเรียนรู้
ด้วยMultimedia ซึ่งวัตถุประสงค์นั้นจะขึ้นอยู่กับพฤติกรรมและการวัดประเมินได้ของทีมงาน และจะครอบคลุมถึง พุทธิพิสัย จิตพิสัยและทักษะพิสัย

 
2) การกำหนดเนื้อหา (Content)
เนื้อหาของการออกแบบการเรียนการสอนเป็นสิ่งจำเป็นบอกถึงวัตถุประสงค์การเรียนรู้ ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ เนื้อหาจะมีพิสัยของความยากง่าย เริ่มจากเรียบง่ายไปจนถึงระดับสูงซึ่งมีความซับซ้อน ทั้งนี้ตัวเลือกของเนื้อหานั้น มั่นใจได้ว่าพอเพียงและถูกต้องสำหรับการบรรลุตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้

 
3) การติดต่อ รับ- ส่ง (transaction)
ในขั้นตอนนี้จะกล่าวถึง Media Options ซึ่งหมายรวมถึง สื่อต่างๆ ทั้ง Text Audio Video Graphics Animation และสื่อประเภทอื่นๆ เป็นการให้ความสำคัญในการจับคู่ เพื่อความเหมาะสมระหว่างวัตถุประสงค์การเรียนรู้ และการเลือกสื่อ ในลักษณะที่เป็นการประสานการออกแบบ และการเรียนรู้ไปด้วยกัน

 
4) การประเมิน (Evaluation)
ในขั้นตอนการประเมินผลเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบการเรียน การสอน เพื่อให้ทราบว่า มีการบรรลุวัตถุประสงค์หรือไม่
การประเมินผลนี้จะเป็นการประเมินผลระหว่างดำเนินการ (Formative Evaluation) และประเมินผลสรุป (Summative Evaluation) ทั้ง 2 ระยะสามารถเลือกได้ทั้งแบบ Online , แบบOffline , Paper and pencil , Performance Tests และแบบอื่นๆ
Readmore...

9.8 แนวทาง(หลัก)การพัฒนาสื่อเอกสารเว็บและบทเรียนออนไลน์

0 comments
 
แนวทาง(หลัก)การพัฒนาสื่อเอกสารเว็บและบทเรียนออนไลน์

โครงสร้างเว็บไซท์ (Site Structure) เป็นแผนผังของการลำดับเนื้อหาหรือการจัดวางตำแหน่งเว็บเพจทั้งหมด ซึ่งจะทำให้เรารู้ว่าเว็บไซท์ประกอบไปด้วยเนื้อหาอะไรบ้าง และมีเว็บเพจหน้าไหนที่เกี่ยวข้องเชื่อมโยงถึงกัน ดังนั้นการออกแบบโครงสร้างเว็บไซท์จึงเป็นเรื่องสำคัญ เปรียบเสมือนการเขียนแบบอาคารต่างๆ ก่อนที่จะลงมือสร้าง เพราะจะทำให้เราสามารถมองเห็นหน้าตาเว็บไซท์เป็นรูปธรรมมากขึ้น สามารถออกแบบเนวิเกชั่นได้เหมาะสมได้เหมาะสม และมีแนวทางการทำงานที่ชัดเจนสำหรับขั้นตอนต่อๆ ไป นอกจากนี้โครงสร้างเว็บไซท์ที่ดียังช่วยให้ผู้ชมไปสับสน และค้นหาข้อมูลที่ต้องการได้รวดเร็ว.
ในการจัดทำเว็บไซต์การศึกษา ไม่ว่าจะเป็นแบบ web-based หรือแบบ e-learning(e-training) สิ่งสำคัญนั่นคือการจัดวางโครงสร้างของเว็บ ซึ่งการจัดโครงสร้างเว็บไซต์ สามารถทำได้หลายแบบ

แต่แนวคิดหลักๆ ที่นิยมใช้กันมีอยู่ 2 แบบคือ (ในทางปฏิบัติอาจมีการใช้หลายแนวคิดผสมผสานกันก็ได้)
จัดตามกลุ่มเนื้อหา (Content-based Structure)
จัดตามกลุ่มผู้ชม (User- based Structure)


ขั้นตอน..การออกแบบสื่อเอกสารเว็บไซต์ (web document) เและบทเรียนออนไลน์ให้น่าสนใจ

ในการสร้างหน้าเอกสารเว็บ ด้านการเรียนรู้ หรือการเรียนการสอนที่มีความพร้อมด้วยองค์ประกอบด้านสาระเนื้อหา ที่สนองต่อการพัฒนาด้านทักษะ ความรู้ ในการสร้างหน้าเว็บการเรียนรู้หรือบทเรียนออนไลน์ที่ดีนั้น ไม่ได้มาจาก แค่มีความพร้อมเฉพาะแค่เครื่องมือ หรือุปกรณ์ที่ดีเท่านั้น แต่ยังต้องพึ่งพาปัจจัยอื่นๆ อีกหลายอย่าง อาทิ ความสามารถในการสร้างงานของครูผู้พัฒนา ความพร้อมของโปรแกรม ความพร้อม ความสมบูรณ์ของ สาระเนื้อหาที่ผ่านกระบวนการจัดการตามเงื่อนไขการสร้างบทเรียนออนไลน์ และที่สำคัญหากบทเรียน มีเนื้อหาที่ค่อนข้างมาก การสร้างผังโครงเรื่องก็จะเป็นส่วนกำกับติดตามการพัฒนาบทเรียนให้สำเร็จลุลวงได้


ดังนั้นเรามาดูสรุปกันว่า ความพร้อมตามที่กล่าวมานี้ จะมีองค์ประกอบ อะไรบ้าง
  1. เครื่องมือ อุปกรณ์ และโปรแกรมหลัก รวมถึงโปรแกรมสนับสนุนในการสร้างงาน
  2. ข้อมูลเนื้อหาสาระที่ผ่านการวิเคราะห์ การจัดทำโครงสร้าง และทอนเนื้อหาให้พอดีกับการนำเสนอ ในแต่ละหัวเรื่อง
  3. แผนงาน ลำดับขั้นการดำเนินงาน การสร้างบทเรียน
  4. diagram หรือ site course เพื่อแสดงความสัมพันธ์ของการเชื่อมโยงตลอดทั้งบทเรียน
  5. storyboard หากต้องการให้บทเรียนออนไลน์ มีประสิทธิภาพต่อการเรียนรู้สูงสุด ครูผู้พัฒนาควรกำหนดกรอบการสร้างงาน ให้อยู่ในรูปของ storyboard หรือรายละเอียดของเนื้อหา
  6. แบบโครงร่างหน้าบทเรียนออนไลน์ในแต่ละหน้า ควรสัมพันธ์กับเงื่อนไขขององค์ประกอบหลักของฐานการเรียนรู้ที่นำไปวางด้วย

นอกจากนี้ต้องดูภาพรวมที่ปรากฎบนหน้าจอว่า ส่วนแสดงเนื้อหา มีความสมดุล์กับพื้นที่ของการแสดงผล ทั้งในส่วนของ navigation ตำแหน่งของภาพ หรือ กราฟิก ที่นำมาวางประกอบ  นอกจากองค์ประกอบทั้ง 6 ส่วน ตามที่กล่าวมาข้างต้น ชิ้นงานที่สร้างขึ้นในแต่ละหน้าเอกสารเว็บ เพื่อให้สื่อเอกสารเว็บที่สร้างขึ้นนั้นมีคุณภาพ ภาพรวมที่ดูดี น่าสนใจต่อการเรียนรู้ ผู้สร้างงานควรให้ความสำคัญในเรื่องต่างๆ ต่อไปนี้
  1. 1.มีส่วนรายการเนื้อหาหรือสารบัญ
    สารบัญหรือที่เรียกว่า เมนู ควรแสดงรายการในแต่ละเรื่อง หรือแต่ละกลุ่มอย่างชัดเจน เรียงตามลำดับอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเข้าถึงเนื้อหาบทเรียนได้อย่างครบถ้วน
  2. มี navigation ที่ดี
    navigation หรือส่วนนำทางไปยังเนื้อหา ที่ถือเป็น links เชื่อมโยงนั้น จะต้องมีความถูกต้องของหน้าเนื้อหา เป้าหมายปลายทาง และจะต้องมีความรวดเร็วในการแสดงผล ต้องสามารถไปและกลับไปยังตำแหน่งต่างๆ ตลอดทั้ง site โดยเฉพาะหน้าแรกของบทเรียนด้วย
  3. มีเนื้อหาที่ชัดเจน
    หน้าเนื้อหาที่ถูกเชื่อมผ่านเข้ามา ต้องนำเสนอข้อมูลที่สั้นแต่พร้อมด้วยความหมายที่ครบถ้วน ไม่ควรใช้ข้อความ ซ้ำซ้อนฟุ่มเฟือยจนเกินไป
  4. ภาพประกอบที่น่าสนใจ
    การเลือกภาพนำมาประกอบในเนื้อหานั้นจะช่วยให้การอธิบายความในเนื้อหาลดน้อยลง ที่สำคัญเป็นการช่วยสร้าง บรรยากาศที่ดีให้ความรู้สึกต่อการมองหน้าจอที่ไม่เครียดจากตัวอักษร ข้อความมากเกินไป แต่การเลือกใช้ภาพประกอบต้องระวังขนาดของภาพที่เกินความจำเป็น เพราะอาจจะเป็นอุปสรรคในการแสดงผลที่ช้าลง
  5. มีปฎิสัมพันธ์และเป็นมิตรกับผู้ใช้
    web site ที่ดีต้องสามารถเป็นเพื่อนกับผู้ใช้ได้ตลอดเวลา ไม่มีสภาพการขัดแย้ง หรือไม่ตอบสนองเมื่อผู้ใช้ต้องการเชื่อมไปยังหน้าข้อมูลอื่นๆ จุดเชื่อมโยงที่แสดงไว้ต้องสามารถเชื่อมไปได้ หากจุดนั้นยังไม่เสร็จ ไม่สามารถแสดงผลได้ควรถอดหัวข้อพร้อมถอด links ออกหากไม่สามารถถอดหัวข้อ และ links ออกได้ควรแสดงหน้า web พร้อมแสดงสภาพของ under construction ให้ผู้ชมทราบ และควรบอกกำหนดเวลาที่คาดว่าจะเสร็จด้วย
  6. มีรูปแบบที่คงตัวและคงที่
    ภาพรวมของหน้า web ที่แสดงขึ้นต้องภายใต้กรอบและฟอร์มเดียวกัน ทั้งเมนู การใช้สี การใช้รูปแบบ และขนาดตัว อักษรที่ไม่แตกต่างไปจากกัน ซึ่งจะทำให้ผู้ชมหรือมาเรียนรู้ ได้รับรู้อารมณ์ของหน้าเอกสารเว็บหรือบทเรียน และเรื่องราวที่นำเสนอได้ ผู้สร้างบทเรียนจึงควรเลือกสีให้เหมาะสมกับเนื้อหา แต่ละสีให้ความรู้สึกที่แตกต่างกัน

    ตัวอย่าง เช่น

    การออกแบบหน้าเนื้อหาบทเรียนที่ดี หากได้มีการวางแบบที่ดีด้วยหน้าที่สอดคล้องกันทั้งฉากหลัง สีตัวอักษร ภาพประกอบ จะทำให้หน้าเอกสารเว็บบทเรียนนั้น ดูน่าสนใจ น่าเรียนรู้มากยิ่งขึ้น ดู.. ตัวอย่างการวางโทนสี จากแบบจำลองหน้าเอกสารเว็บด้านล่าง ให้ท่านลองคลิกเลือรายการสีเพื่อดูการเปลี่ยนแปลง
    วิธีการที่ดีที่สุดในการออกแบบหน้าเอกสารเว็บหรือบทเรียนก็คือการใช้หน้าแม่แบบหรือ template นั่นเอง

    7. การเข้าถึงเนื้อหาที่รวดเร็ว
    การเข้าถึงเนื้อหา เป็นอีกสิ่งที่ผู้ออกแบบเนื้อหาออนไลน์ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ผู้เข้าชมหรือมาเรียนรู้เนื้อหาต้องสามารถเข้าสู่หน้าเอกสารเว็บ ตามต้องการได้อย่างรวดเร็ว หรือ ทันทีทันใด ซึ่งนับเป็นเสน่ห์สำคัญ หากใช้เวลานานเกินไป อาจจะเป็นสาเหตุของความตั้งใจการเฝ้าการเข้าถึงนั้นหมดไป

    8. มีส่วนช่วยเหลือ
    หากบทเรียนที่สร้างมีความสลับซับซ้อน มีกิจกรรมการเรียนรู้หลากหลาย เพื่อการเรียนรู้ด้วยตนเองที่มีประสิทธิผล ผู้สร้างควรมีหน้าคำแนะนำการเรียนรู้ รวมถึง ชี้แจงกระบวนการ หรือขั้นตอนการเรียนรู้ ไว้ด้วย

    9. มีส่วนชี้นำให้ไปศึกษาแหล่งเรียนรู้อื่น
    บทเรียนออนไลน์ที่ดี ควรมีส่วนรวบรวม แนะนำให้ผู้เรียนได้ไปศึกษาเรียนรู้เพิ่มเติม ในเรื่องหรือส่วนขยายอื่นๆ นอกจากนี้เนื้อหาของบทเรียน หากได้นำมาจากแหล่งข้อมูลอื่น ควรทำการอ้างอิงไปยังแหล่งที่นำเนื้อหา หรือข้อมูลที่นำมาใช้ในบทเรียนด้วย

หลักการออกแบบเอกสารเว็บและบทเรียนออนไลน์
เราสามารวางรูปแบบโครงสร้างเว็บไซต์ ได้หลายแบบ ตามความเหมาะสมของงานที่สร้างขึ้น เช่น

Sequences
ลักษณะโครงสร้าง
เป็นรูปแบบพื้นฐานทั่วไป ที่ผู้เริ่มเรียนรู้การสร้าง web มัก นิยมเป็นรูปแบบเบื้องต้นในการฝึกหัด หรือใช้กับ web ที่นำเสนอข้อมูลแบบเรียงหน้าไปตาม ลำดับหรือเป็นการเสนอเนื้อหาเดี่ยวต่อเนื่องกันไป รูปแบบนี้บางที่เรียกว่าแบบ Linear โดยมีทั้ง การออกแบบไปหน้าทางเดียวและการออกแบบที่สามารถย้อนกลับหน้าได้
แบบ เดินไปทางเดียว (Straight line or sequential links)
เป็นลักษณะการดำเนินเรื่องจากหน้าแรกไปยังหน้าถัดไปเรื่อยๆจนจบการย้อนกลับหน้าที่ผ่านมา จะอาศัยคุณลักษณะของ โปรแกรม web browser ที่ปุ่ม back ได้เท่านั้น
แบบย้อนกลับได้ (Linear reciprocal links)
เป็นลักษณะคล้ายแบบแรก แต่จะมีส่วนควบคุมการเดินหน้าและถอยหลัง ไปยังหน้าแรก หรือหน้า สุดท้ายในหน้า web ที่สร้างได้เลย
ข้อจำกัด
การย้อนกลับไปสู่หน้าแรกหรือหน้าสุดท้ายทำได้ลำบาก

Linear with side blanches
ลักษณะโครงสร้าง
ลักษณะโครงสร้างของ web เป็นรูปแบบ Sequences ที่แสดง เนื้อหาต่อเนื่องมาตามลำดับ รูปแบบนี้ ส่วนใหญ่จะใช้กระบวน การควบคุมหน้าด้วยการกำหนดปุ่ม หรือตัวนำทางเพื่อควบคุม การเดินหน้าและถอยหลังเมื่อถึงส่วนอ้างอิง หรือเนื้อหาพิเศษ (หน้าสีน้ำตาลและสีชมพู) จะมีหน้าที่แยกเป็นสาขาออกจากหน้า เนื้อหาหลัก



Combination
ลักษณะโครงสร้าง
ลักษณะการทำงานเลียนแบบหน้าหนังสือที่เนื้อหานั้นมีความต่อเนื่องกันโดยตลอด แต่ก็สามารถที่จะเลือกเนื้อหาในเรื่องใดๆก่อนได้โดยอิสระ โดยเลือกผ่านระบบเมนูเลือกเนื้อหา ลักษณะ โครงสร้างเบื้องต้น จะเหมือนแบบ Hierarchies ที่ต่างมีเมนู หัวข้อหลักที่เข้าถึงเนื้อหาได้โดยตรง ซึ่งเมื่อเข้าสู่หน้าเนื้อหา (สีฟ้า) จะมีลักษณะคล้ายกับแบบ Sequences ที่สามารถผ่าน เนื้อหาอย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องกลับไปที่หน้าเมนูหลักโดยจะมี ส่วนเชื่อมไปยังเนื้อหาเรื่องหรือหัวข้อต่อไปได้เลยตามลำดับ




Hierarchies
ลักษณะโครงสร้าง
เป็นรูปแบบโครงสร้างที่เหมาะกับ website ที่มีเนื้อหา ย่อยหลายๆเรื่อง โดยที่เนื้อหานั้นอาจจะไม่สัมพันธ์กัน เป็นรูปแบบที่ผู้สร้างส่วนใหญ่นิยมเลือกใช้มากที่สุด  ลักษณะโครงสร้างนี้ จะแยกเป็นสาขาในแต่ละเนื้อหาเป็น ลำดับชั้น เหมาะใช้กับ web ที่มีกลุ่มเนื้อหามาก หรือมี หลายกลุ่ม หลายรายละเอียด

ข้อจำกัด
รูปแบบนี้หากลำดับชั้นข้อมูลมีความลึกมาก การกลับสู่ หน้าเมนูหลักจะทำได้ลำบาก จึงควรหา navigation รูป แบบอื่นมาสนับสนุน




Webs
ลักษณะโครงสร้าง
เป็นรูปแบบที่ใช้ลักษณะการผสมผสานระหว่าง Sequences และ Hierarchies เข้าด้วยกันตลอดทั้งโครงสร้าง ทำให้รูปแบบนี้มีประสิทธิภาพในการเชื่อมเข้าหาเนื้อหาในทุกส่วนของ web site ได้อย่างอิสระ
ข้อสังเกต
การสร้างต้องทำการออกแบบและวางแผนอย่างละเอียด เพราะ อาจทำให้ระบบการวางคำสั่งการเชื่อมโยงผิดพลาดได้ง่าย



แนะนำโปรแกรมสร้างสื่อเอกสารเว็บไซต์และโปรแกรมสนับสนุน
1. Adobe Dreamweaver
เป็นโปรแกรมยอดนิยมที่มีผู้ใช้งานมากที่สุดดปรแกรมหนึ่ง ด้วยระบบเครื่องมือที่ทันสมัย รองรับการทำงานที่หลากหลาย สามารถนำไฟล์สื่อแบบต่างๆนำมาวางได้อย่างรวดเร็ว รองรับการใช้ภาษาสคริป นอกจากนี้ Adobe ยังมีการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง หากท่านเป็นสาวกของ Dreamweaver มาจากอดีต ก็คิดว่าคงคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมของโปรแกรมนี้ได้เป็นอย่างดี
2. WebEasy
เป็นโปรแกรมสร้างเว็บง่ายๆใน 3 ขั้นตอน สะดวกในการสร้างงานด้วย หน้าแม่แบบมากกว่า 500 แบบ
3. Web Studio เป็นอีกดปรแกรมหนึ่ง ที่สนับสนุนให้ท่านสามารถสร้างงานได้ค่อนข้างง่าย มีหน้าแม่แบบหลัก โปรแกรมสนับสนุนการสร้างเมนูได้หลายแบบ นอกจากนี้ ยังแนะนำการสร้างตั้งแต่ระดับพื้นฐาน ไปจนถึงระดับมืออาชีพด้วยวิดีทัศน์ทั้งแบบออนไลนื และภายในแผ่นโปรแกรมด้วย
4. Editplus
เป็นอีกโปรแกรมหนึ่งในเชิง Editor ที่มีคุณภาพไม่ด้วยไปกว่าโปรแกรมที่กล่าวผ่านมาข้างต้น แต่ ผู้ใช้โปรแกรมนี้ ท่านต้องเข้าใจภาษาสคริปเป็นอย่างดีด้วย
5. Adobe PhotoShop
เว็บไซต์ที่ดี องค์ประกอบความสวยงาม สีสันที่น่าสนใจ ก็คงไม่พ้นเรื่องของภาพและกราฟิก ดั้งนั้นโปรแกรมออกแบบ ตกแต่งภาพและสร้างงานกราฟิกจึงเป็นโปรแกรมที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง PhotoShop เป็นโปรแกรมของค่าย Adobe ที่ผู้ใช้งานกราฟิกทั่วโลกยกย่องให้เป็นโปรแกรมขั้นเทพเลยทีเดียว
6. AppServ
เป็นชุดโปรแกรมในการสร้างเว็บเซิร์ฟเวอร์สำเร็จรูปบนระบบปฏิบัติการไมโครซอฟท์ วินโดวส์ เป็นการรวมโปรแกรมจำนวน 4 ตัวในการสร้างเว็บเซิร์ฟเวอร์ ได้แก่ Apache HTTP Server, PHP, MySQL, และ phpMyAdmin
7. XAMPP
โปรแกรม XAMPP เป็นโปรแกรมจำลองเครื่องคอมพิวเตอร์ตัวเอง ให้กลายเป็น เว็บเซิร์ฟเวอร์สำเร็จรูปเช่นเดียวกับ AppServ ที่มาพร้อม MySQL, PHP และ Perl โปรแกรม XAMPP ติดตั้งง่าย มีประสิทธิภาพในการทดสอบการเขียนโปรแกรมบนเว็บไซด์ได้ดีอีกโปรแกรมหนึ่ง

นอกจากนี้ท่านยังจะต้องมีโปรแกรมสร้างชิ้นส่วนงานประกอบหน้าเว็บจำพวกสื่อภาพเคลื่อนไหวต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Animated GIF หรือ Flash ซึ่งก็มีซอฟท์แวร์ใช้งานอีกหลากหลายก็เลือกหาทั้งฟรี และทดลองใช้งานบนอินเทอร์เน็ต
http://www.alleywebdesign.com/Pictures.htm


คุณลักษณะของผู้ออกแบบสื่อเอกสารเว็บและบทเรียนออนไลน์
 
ในการออกแบบสื่อเอกสารเว็บไซต์เพื่อการศึกษา ซึ่งจัดได้ว่าเป็นสื่อที่มีคุณลักษณะพิเศษ สามารถสร้างสรรงานเพื่อการเรียนรู้ได้หลากหลายลักษณะ ซึ่งผู้สร้างสื่อเอกสารเว็บนี้จะต้องมีคุณลักษณะเฉพาะที่ดี ซึ่งจะส่งผลต่อการเป็นสื่อกลางในการเรียนรู้ด้วยตนเองที่มีความสมบูรณ์ที่สุด โดยผู้พัฒนาสื่อหรือบทเรียนออนไลน์ จะต้องมีความรู้ ความสามารถพื้นฐานดังต่อไปนี้
  1. ด้านการจัดการศึกษา(การเรียน การสอน)
  2. ด้านการใช้งานคอมพิวเตอร์
  3. ด้านการใช้งานอินเทอร์เน็ต
  4. ด้านการออกแบบสื่อการเรียนรู้
  5. ด้านโปรแกรมออกแบบเว็บไซต์
  6. ด้านโปรแกรมใช้งานกราฟิก
  7. ด้านองค์ประกอบเว็บเทคโนโลยีและเว็บไซต์
    ในคุณลักษณะนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญต่อการจัดการศึกษาออนไลน์ ผู้สร้างบทเรียนออนไลน์ ควรมีความรู้ด้านมาตรฐานของบทเรียนการเรียนรู้ออนไลน์ด้วยว่าจะต้องมีเงื่อนไข ข้อจำกัด หรือคุณลักษณะเช่นใดบ้าง ปัจจุบันมาตรฐานของบทเรียนออนไลน์ มีหลายมาตรฐาน แต่มาตรฐานที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดก็คือ มาตรฐาน SCORM ดังนั้นสถาบันการศึกษาที่จะดำเนินการจัดการศึกษาออนไลน์ให้มีคุณภาพ และเป็นมาตรฐานโดยสมบูรณ์ ควรวางหลักเกณฑ์การพัฒนาบทเรียนออนไลน์ให้อยู่ภายใต้มาตรฐานเดียวกันด้วย หรือควรให้ความรู้ด้านมาตรฐานบทเรียนออนไลน์ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน
  8. ด้านมาตรฐานของบทเรียนสำหรับการเรียนรู้ออนไลน์
    ในคุณลักษณะนี้ ผู้สร้างต้องเข้าใจถึงความสอดคล้องกับมาตรฐานของเว็บเทคโนโลยีที่เป็ยอยู่ในปัจจุบันด้วย ที่สำคัญต้องสามารถรองรับเชื่อมต่อกับเว็บเทคโนโลยีในอนาคตด้วย
Readmore...
วันอาทิตย์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2555

9.6 แนวทางการออกแบบและพัฒนางานกราฟิก

1 comments
 
ในการสร้างสื่อการเรียนการสอน กราฟิก ถือเป็นองค์ประกอบเบื้องต้นที่สำคัญในการสร้างสื่อพื้นฐานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเอกสารการสอน สื่อประชาสัมพันธ์ต่างๆ ทั้งใบปลิว แผ่นพับ จดหมายข่าว จนถึงแผ่นป้ายโฆษณา ที่แม้ว่าปัจจุบันต้นทุนในการสร้างป้ายด้วยไวนิล จะมีราคาไม่สูง แต่ก็ต้องผ่านกระบวนการออกแบบ ดังนั้นโปรแกรมการออกแบบงานกราฟิก จึงเป็นโปรแกรมการออกแบบสื่อการศึกษาที่สำคัญ

แนวทางการออกแบบและพัฒนางานกราฟิก
งานกราฟิกนับเป็นหัวใจสำคัญของการออกแบบการพัฒนาสื่อการเรียนรู้ในเกือบทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบข้อความ ตกแต่งภาพนิ่ง หรือสร้างงานภาพเชิงเส้น สำหรับนำไปสร้างสื่ออื่นๆ ทั้ง ภาพเคลื่อนไหว เอกสารหนังสือสื่อสิ่งพิมพ์ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เป็นชิ้นส่วนในสื่อวิดีทัศน์ ในหน้าเอกสารเว็บ และอื่นๆ อีกมากมาย

ภาพกราฟิก (Graphics) เป็นสื่อในการนำเสนอที่ดี เนื่องจากมีสีสรร มีรูปแบบที่น่าสนใจ สามารถสื่อความหมายได้กว้าง ประกอบด้วย ภาพบิตแมพ (Bitmap) เป็นภาพที่มีการเก็บข้อมูลแบบพิกเซล หรือจุดเล็กๆที่แสดงค่าสีดังนั้นภาพหนึ่งๆ จึงเกิดจากจุดเล็กๆ หลายๆ จุดประกอบกัน (คล้ายๆ กับการปักผ้าครอสติก) ทำให้รูปภาพแต่ละรูป เก็บข้อมูลจำนวนมากเมื่อจะนำมาใช้ จึงมีเทคนิคการบีบอัดข้อมูล
ฟอร์แมตของภาพบิตแมพ ที่รู้จักกันดี ได้แก่ .BMP, .PCX, .GIF, .JPG, .TIF


หลักการออกแบบงานกราฟิกทั่วไป
การออกแบบงานกราฟิกที่ต้องคำนึงถึงรายละเอียดดังนี้
  1. ความสมดุลจอหน้าจอ ผู้ออกแบบจะต้องให้มีความสมบูรณ์แบบแบ่งครึ่งซ้ายขวาเท่ากัน หรือการจัดวางหรือองค์ประกอบที่ซ้ายขวาไม่เท่ากัน แต่ดูแล้วสมดุลกันก็ได้
  2. ความเรียบร้อย เป็นสมบัติสำคัญของการออกแบบสื่อทุกประเภท ซึ่งออกแบบได้ไม่ยากแต่การออกแบบให้มีความเรียบง่ายและน่าสนใจด้วยนั้นทำได้ ยากโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การออกแบบข้อความ ปัจจุบันการออกแบบหน้าจอคอมพิวเตอร์จะมีองค์ประกอบของกราฟิกในรูปแบบต่าง ๆ กัน เกี่ยวข้องด้วย เช่น ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว ภาพวาด และอื่น ๆ โดยยังมีข้อความเป็นองค์ประกอบหลัก “ความเรียบร้อย” หมายถึง การออกแบบหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่ผู้ออกแบบได้จัดผสมผสานองค์ประกอบร่วมต่าง ๆ เข้าด้วยกันเพื่อให้เกิดการสื่อสารระหว่างผู้เรียนและคอมพิวเตอร์อย่างมี ระบบ อ่านง่าย เข้าใจง่าย และผู้เรียนได้รับความรู้เกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ

องค์ประกอบด้านภาพและกราฟิก
ลักษณะ ของภาพและกราฟิกที่ใช้ประกอบการเรียนคอมพิวเตอร์ สามารถศึกษาและอธิบายได้ในภาพรวม หรืออาจแยกอธิบายตามเฉพาะของภาพแต่ละประเภทได้ Dwyer (กรมวิชาการ ,2544,หน้า 59) ได้ศึกษาการรับรู้ภาพและค้าของกลุ่มตัวอย่างจำนวนมาก และมีข้อสรุปเกี่ยวกับการรับรู้จากภาพต่าง ๆ ซึ่งมีความเหมือนจริงต่างกันทั้งภาพสีและขาว-ดำ พบว่าภาพสีเหมือนจริงให้การรับรู้ได้ดีที่สุด ในขณะที่ภาพขาว-ดำเหมือนจริง ให้ประสิทธิภาพสูงสุดในกลุ่มขาว-ดำ ด้วยกัน ส่วนในกลุ่มภาพสี ภาพสีเหมือนจริงยังให้ประสิทธิภาพต่อการเรียนรู้เช่นกัน ดังนั้นการเลือกภาพประกอบการสอนจึงสำคัญต่อผู้เรียนอย่างยิ่งด้วยการ พัฒนาการของเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีคมนาคม การใช้ภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวต่าง ๆ มีความสะดวกรวดเร็วมาขึ้น แม้จะเป็นการสื่อสารและการเรียนรู้ผ่านเครือข่ายใด ๆ ก็ตาม

กระบวนการออกแบบงานกราฟิก
1. วิเคราะห์โจทย์ ที่มีมาให้แก้ไข (Program Analysis)
จุดเริ่มต้นของงานออกแบบคือ ปัญหา ... มีปัญหา มีโจทย์ จึงมีการออกแบบแก้ไข โจทย์ที่ว่านั้นมีความยากง่ายต่างกันแล้วแต่ชนิดของงาน แต่โจทย์ไม่มีทางออก-แบบได้ ถ้าปราศจากการวิเคราะห์ที่ถูกต้อง

การวิเคราะห์หลัก ๆ สำหรับโจทย์งานกราฟิกมักจะเป็นดังนี้



What เราจะทำงานอะไร ?
กำหนดเป้าหมายของงานที่จะทำ ซึ่งเป็นเรื่องเบื้องต้นในการออกแบบที่เราจะต้องรู้ก่อนว่า จะกำหนดให้งานของเราบอกอะไร (Inform) เช่น เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ บอกทฤษฎี หรือหลักการ เพื่อความบันเทิงเป็นต้น

Where งานของเราจะนำไปใช้ที่ไหน ?
เช่น งานออกแบบผนังร้านหนังสือที่สยามสแควร์ที่เต็มไปด้วยร้านค้าแหล่งวัยรุ่น คงต้องมีสีสันฉูดฉาดสะดุดตามาก-กว่าร้านแถวสีลม ซึ่งสถานที่ในเขตคนทำงาน ซึ่งมีอายุมากขึ้น


Who กลุ่มเป้าหมายเป็นใคร
กลุ่มเป้าหมาย (User Target Group) เป็นเรื่องสำคัญที่สุดในการวิเคราะห์โจทย์เพื่อการออกแบบ เพราะผู้ใช้งานเป้าหมายอาจเป็นตัวกำหนดแนวความคิดและรูปลักษณ์ของงานออกแบบได้เช่น งานออกแบบโปสเตอร์สำหรับผู้ใหญ่ เราต้องออกแบบโดยใช้สีจำนวนไม่มากไม่ฉูดฉาด และต้องใช้ตัวอักษรที่มีขนาดใหญ่ รวมถึงจัดวางอย่างเรียบง่ายมากกว่าผู้ใช้ในวัยอื่น ๆ

How แล้วจะทำงานชิ้นนี้อย่างไร ?
การคิดวิเคราะห์ในขั้นสุดท้ายนี้อาจจะยากสักหน่อย แต่เป็นการคิดที่รวบรวมการวิเคราะห์ที่มีมาทั้งหมดกลั่นออกมาเป็นแนวทาง

2. สร้างแนวคิดหลักในการออกแบบให้ได้ (Conceptual Design)
งานที่ดีต้องมีแนวความคิด (Concept) แต่ไม่ได้หมายความว่างานที่ไม่มีแนวความคิดจะเป็นงานที่ไม่ดีเสมอไป งานบางงานไม่ได้มีแนวความคิด แต่เป็นงานออกแบบทีตอบสนองต่อกฎเกณฑ์การออกแบบ (Design Criteria) ที่มีอยู่ก็เป็นงานที่ดีได้เช่นกัน เพียงแต่ถ้าเราลองเอางานที่ดีมาวางเทียบกัน 2 ชิ้น เราอาจจะไม่รู้สึกถึงความแตกต่างอะไรมากมายนักในตอนแรก แต่เมื่อเรารู้ว่า งานชิ้นที่หนึ่งมีแนวความคิดที่ดี ในขณะที่อีกชิ้นหนึ่งไม่มี งานชิ้นที่มีแนวความคิดจะดูมีคุณค่าสูงขึ้นจนเราเกิดความรู้สึกแตกต่าง


3. ศึกษางานหรือกรณีตัวอย่างที่มีอยู่แล้ว (Case Study)
การศึกษากรณีตัวอย่างเป็นการวิเคราะห์ข้อดีข้อเสียของงานที่มีอยู่แล้ว เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ออกแบบในงานของเรา สำหรับผมการทำกรณีศึกษานับเป็นเรื่องสำคัญมากทีเดียวในงานออกแบบ เพราะเปรียบเสมือนตัวชี้แนะหนทางในการออกแบบหรือแก้ไขปัญหาของเราได้ แต่จงระวังว่าอย่าไปติดกับรูปแบบที่ชื่นชอบมากเพราะ อาจจะทำให้เราติดกับกรอบความคิด ติดกับภาพที่เห็นจนบางครั้งไม่สามารถสร้างสรรค์งานใหม่ ๆออกมาได้ ซึ่งการติดรูปแบบหรือภาพมากเกินไปนี้เอง มันจะซึบซับมาสู่งานของเรา จนกลายเป็นการตบแบบหรือลอกแบบชาวบ้านมานั่นเอง

4. ออกแบบร่าง (Preliminary Design)
การออกแบบร่างเป็นเรื่องสำคัญที่หลายคนมักมองข้าม การออกแบบร่างคือ การออกแบบร่างเอาแนวความคิดที่เรามีออกมาตีความเป็นแบบ ซึ่งส่วนใหญ่เวลาทำงานเรามักจะสเก็ตงานด้วยมือออกมาเป็นแบบร่างก่อน (สเก็ตด้วยมือไม่ได้สวยอะไรมาก ให้เราเข้าใจคนเดียว หรือเพื่อนที่ร่วมงานกับเราเข้าใจก็พอ) เพราะการสเก็ตจากมือคือการถ่ายทอดสิ่งที่อยู่ในสมองของเรา สิ่งที่เป็นนามธรรมให้ออกมาเป็นรูปธรรม ความคิดออกมาจากสมองกลายเป็นสิ่งที่เห็นได้ จับต้องได้บนกระดาษ แล้วจับไอ้นี่ที่เราสเก็ต หรือแบบร่างนั่นแหละ ไปทำต่อ โดยนำไปออกแบบในโปรแกรมที่ตนถนัด ไม่ว่าจะเป็น Photoshop, Illustrator หรือ Freehand ฯลฯ ซึ่งก็แล้วแต่คนออกแบบแต่ละคน


5. ออกแบบจริง (Design)
ออกแบบจริงจากแบบร่างที่มีอยู่ จากแบบร่างทั้งหมดที่เราคัดเลือกแล้ว คราวนี้แหละที่เราต้องเลือกเอามาออกแบบในโปรแกรมที่เราถนัด ซึ่งขั้นตอนนี้คงจะไม่บอกว่าทำอย่างไรเพราะเป็นเรื่องต่อไปที่ให้ได้ศึกษากัน


แนะนำโปรแกรมสร้างงานกราฟิก
1. Adobe PhotoShop CS
เป็นโปรแกรมยอดนิยมระดับ commercial ที่มีใช้ในหลายๆบริษัทสร้างงานกราฟิก เป็นโปรแกรมขนาดใหญ่ ที่มีเครื่องมือสนับสนุนมากมาย
2. Corel Draw
ในอดีตนับเป็นอีกโปรแกรมหนึ่งที่มีคุณภาพ ใช้ง่าย และเป็นคู่ต่อกรกับ Adobe Photoshop แต่ด้วยพัฒนาการ และผลจากการตลาด ทำให้โปรแกรมนี้ ลดความนิยมลงไปมาก
3. Photoshop Elements
ของค่าย Adobe ซึ่งโปรแกรมนี้สามารถสร้างสรร ปรับแต่งภาพแบบง่ายๆได้อย่างสมบูรณ์ที่สุด เหมาะสำหรับการปรับแต่งภาพหรือสร้างงานขนาดเล้กๆ
4. PaintShop Pro
เป็นโปรแกรมของค่าย Corel ที่สร้างชื่อในความสามารถการตกแต่งภาพที่ง่าย มีเครื่องมือสำเร็จรูปสำหรับการใช้งานเช่นเดียวกัย PhotoShop Elements
5. GIMP
เป็นโปรแกรมตกแต่งภาพที่มีความสามารถสูง ที่สำคัญเป็นโปรแกรมฟรีแบบไม่มีเงื่อนไข มีฟังก์ชั่นการทำงานเทียบเคียงกับได้กับ Adobe Photoshop
6. Adobe Fireworks
เป็นอีกโปรแกรมของค่าย Adobe ที่มีชื่อเสียงทางด้านการสร้างงานกราฟิกประเภทลายเส้นที่ดีอีกตัวหนึ่ง




Readmore...

9.4 แนวทาง(หลัก)การผลิตและพัฒนาสื่อเสียงและรายการวิทยุกระจายเสียง

0 comments
 
แนวทางการผลิตและพัฒนาสื่อเสียงและรายการวิทยุกระจายเสียงเพื่อการศึกษา
ในการวางแผนที่จะสร้างรายการวิทยุกระจายเสียงเพื่อการศึกษา ควรเริ่มดำเนินการตั้งแต่การศึกษาวิธีการนำเสนอ ศึกษากลุ่มผู้เรียนที่เป็นประชากรเป้าหมาย ว่าพฤติกรรมในการเรียนรู้ทางรายการวิทยุ มีมากน้อยเพียงใด ช่วงเวลาของผู้เรียนส่วนใหญ่ ในช่วงเวลาออกอากาศ สามารถรับฟังได้มากน้อยเพียงใด นอกจากนี้ จะต้องวางแผนที่จะทำการสำเนารายการนี้ นำไปไว้ยังหน่วยบริการทางการศึกษาต่างๆ อาทิ ห้องสมุดประชาชน ศูนย์บริการทางการศึกษา เป็นต้น

 

 
หลังจากได้ข้อมูลนำมาดำเนินการวางแผนจัดรายการแล้ว ก็ถึงขั้นตอนการผลิตรายการ โดยมีขั้นตอนต่างๆ ดังนี้
  1. ขั้นรวบรวมข้อมูลพื้นฐาน
    กระบวนการผลิตรายการเริ่มจากการที่ผู้ผลิตรายการ (Producer) ได้รับมอบหมายจากผู้จัดรายการให้ผลิตรายการใดรายการหนึ่ง ผู้ผลิตรายการจะเป็นผู้รวบรวมข้อมูลต่างๆ ข้อมูลที่ต้องการ คือ ข้อมูลที่เกี่ยวกับผู้ฟัง รูปแบบและประเภทของรายการที่ควรจะผลิต ประเด็นเนื้อหา รวมทั้งงบประมาณในการผลิตรายการ ตามปกติจะได้ข้อมูลเหล่านี้มาจากผู้จัดรายการ (Programmer)
  2. ขั้นการวางแผนผลิตรายการ
    ขั้นตอนนี้เป็นขั้นที่ผู้ผลิตรายการตัดสินใจ โดยใช้ข้อมูลที่มีอยู่ว่าจะดำเนินการผลิตรายการอย่างไรจึงจะบรรลุวัตถุประสงค์ของรายการ จะใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ ซึ่งได้แก่ บุคคล วัสดุอุปกรณ์ งบประมาณ เวลา ให้เกิดประโยชน์สูงสุดอย่างไร
  3. ขั้นการเขียนบท
    เป็นขั้นตอนที่ผู้ผลิตรายการมอบหมายให้ผู้เขียนบทนำแนวคิดและประเด็นเนื้อหาอย่างกว้างๆ ไปสร้างจินตนาการและเรียบเรียงออกมาเป็นคำพูด เสียงเพลง และเสียงดนตรี รวมถึงเสียงประกอบอื่นๆ บทวิทยุจะเป็นเครื่องมือในการทำงานร่วมกันของฝ่ายต่างๆ ในกลุ่มการผลิตรายการให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันในขั้นแรกของการเขียนบท ผู้เขียนอาจจะเขียนโครงร่างบทอย่างคร่าวๆ ก่อน แล้วจึงเขียนบทสมบูรณ์ภายหลัง หรือจะเขียนบทสมบูรณ์เลยก็ได้ ถ้าหากเป็นรายการที่ไม่ใช้เทปแทรกประกอบรายการ
  4. ขั้นจัดเตรียมวัสดุรายการ
    จากการศึกษาบทวิทยุหรือโครงสร้างของบทอย่างคร่าวๆ จะทำให้ผู้ผลิตรายการสามารถจัดเตรียมวัสดุรายการไว้ล่วงหน้า เช่น จัดเตรียมเทปบันทึกเสียง จัดเตรียมแผ่นเสียง จัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์ในการบันทึกเสียงนอกสถานที่ไว้ให้พร้อมสำหรับที่จะใช้งานได้ทันที
  5. ขั้นประสานงานการผลิตรายการในขั้นนี้เป็นการประสานงานผู้ร่วมงานฝ่ายต่างๆ ตามที่กำหนดไว้ในบท เช่น การประสานงานกับผู้กำกับการแสดง ผู้แสดง ผู้ดำเนินรายการ ช่างเทคนิค และวิทยากร ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นพิเศษ ผู้ผลิตรายการจะต้องประสานงานกับบุคคลเหล่านี้เพื่อให้การปฏิบัติงานเป็นไปตามแผนผลิตรายการที่วางไว้
  6. ขั้นซักซ้อม
    การผลิตรายการวิทยุกระจายเสียงที่ดีนั้นต้องมีการซักซ้อมก่อนการบันทึกเสียง การซักซ้อมอาจมีหลายขั้นตอน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับรูปแบบของรายการ ถ้าเป็นรายการที่ผลิตยากและมีผู้เกี่ยวข้องเป็นจำนวนมาก เช่น รายการละคร ก็จะต้องมีการซ้อมหลายขั้นตอนและต้องมีความพิถีพิถันมาก ข้อดีของการซักซ้อมก็คือ การช่วยลดความผิดพลาดทั้งด้านเนื้อหา การพูด และการแสดง เพราะระหว่างการซ้อมผู้ผลิตรายการ และผู้กำกับรายการจะต้องแนะนำแก่ผู้ร่วมรายการทุกฝ่ายทำให้มีโอกาสแก้ไขข้อบกพร่องต่างๆ ก่อนมีการบันทึกเสียง
  7. ขั้นบันทึกเสียง
    ในห้องสตูดิโอ หรือห้องส่ง ซึ่งผู้ที่เกี่ยวข้องทุกคนจะต้องมาอยู่กันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาตามที่กำหนดไว้ในบทวิทยุ ในขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่สำคัญมาก เพราะเป็นการบันทึกเสียงรายการตั้งแต่ต้นจนจบเพื่อเก็บไว้สำหรับการออกอากาศตามผังรายการที่ผลิตออกมา ซึ่งจะทำให้รายการมีคุณภาพทั้งด้านเนื้อหารายการและคุณภาพของเสียง ดังนั้นผู้กำกับรายการจึงต้องควบคุมเรื่องเสียงพูดจากไมโครโฟน เสียงจากแผ่นเสียง หรือเสียงจากเทปแทรก (Insert tape) ให้มีความผสมกลมกลืนกันเป็นอย่างดี รวมทั้งยังต้องสามารถให้คำแนะนำแก่ผู้ดำเนินรายการ ผู้แสดง และวิทยากรในรายการในด้านการเสนอรายการ การแสดงบทบาท และการออกเสียงอย่างถูกต้อง
  8. ขั้นตรวจสอบคุณภาพของรายการเมื่อการบันทึกเสียงเสร็จแล้ว ทุกคนต้องมาร่วมกันตรวจสอบคุณภาพของรายการ เพื่อให้เกิดความสมจริงสมจัง ความชัดเจนถูกต้อง มีตอนใดที่ควรจะบันทึกใหม่ หรือมีตอนใดที่ควรจะตัดออกโดยวิธีการตัดต่อเทป (Tape editing) ขั้นตอนนี้จำเป็นต้องมีขั้นตอนก่อนที่กลุ่มผู้ผลิตรายการจะแยกย้ายกันไป เพื่อจะได้แก้ไขได้ทันเวลา
 

 
แนะนำโปรแกรมสร้างงานสื่อเสียง
1. GoldWave Digital Audio Editor
เป็นโปรแกรมเล็กกระทัดรัด เหมาะสำหรับการสร้างสรรงานด้านการศึกษาที่ดี โปรแกรมหนึ่ง รองรับการสร้างงานที่ไม่ยุ่งยากมากนัก
2. Magix Music Maker
เป็นอีกโปรแกรมหนึ่งที่มีคุณภาพ มีความพร้อมด้านเครื่องมือ และยังมี sound loop สำหรับสร้างสรร แต่งเติมงานเสียงได้มากมาย
3. Adobe Audtion
ของค่าย Adobe ซึ่งโปรแกรมนี้สามารถสร้างสรร ปรับแต่งเพลง ผลิตรายการวิทยุ รายการสื่อเสียง หรือสปอตโฆษณาที่มีเครื่องมือที่ทรงพลังครบครัน Adobe Audition จะช่วยในการสร้างสรรงานเสียง หรือสื่อเสียงมาตรฐานดิจิตอลที่ดีที่สุดสามารถทำงานร่วมกับดปรแกรมตัดต่อวิดีทัศน์ Adobe Premeire ได้อย่าสมบูรณ์ที่สุด
4. Dexster Audio Editor
เป็นโปรแกรมของค่าย DEXSTER ที่มีชื่อเสียงทางด้านการสร้างไฟล์เสียงที่ดีอีกตัวหนึ่ง ด้วยเครื่องมือที่ ค่อนข้างครบถ้วนทำให้สามารถสร้างสรรเสียงประกอบเพิ่มเติมอย่างไร้ขีดจำกัด



Readmore...
วันเสาร์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2555

9.5 แนวทางการผลิตและพัฒนาสื่อวิดีทัศน์เพื่อการศึกษา

0 comments
 
แนวทางการผลิตและพัฒนาสื่อวิดีทัศน์เพื่อการศึกษา

ขั้นตอนการผลิตรายการโทรทัศน์เป็นการรับผิดชอบของผู้ผลิตรายการหรือ  ซึ่งมีทั้งหมด 4 ขั้นตอน(4 P) ดังนี้ 1.ขั้นวางแผนและเตรียมการผลิต(Planning)
2.ขั้นการเตรียมอุปกรณ์และการฝึกซ้อม (Preparation)
3.ขั้นการผลิตรายการ (Production)
4.ขั้นการตรวจสอบและนำเสนอ (Presentation)



ขั้นวางแผนก่อนการผลิต
1. ขั้นวางแผนก่อนการผลิต (Pre production Planning) ในขั้นนี้อาจจะใช้เวลาเป็นวันสัปดาห์เดือนหรือปีสุดแล้วแต่รายการว่ามีความยุ่งยาก ซับซ้อนเพียงใดซึ่งในขั้นนี้จะเป็นการปรึกษาหารือกันระหว่าง ผู้ผลิตรายการผู้กำกับรายการ และผู้เขียนบทโทรทัศน์เพื่อหาหนทางในการจัดทำรายการและรูปแบบที่มีประสิทธิภาพน่าสนใจและเป็นช่วงเวลาที่ทุก ๆฝ่ายที่รับผิดชอบหลักจะร่วมปรึกษาหารือกันด้วย เช่น ผู้ผลิต ผู้กำกับผู้กำ กับเทคนิค ผู้ควบคุมเสียงผู้ควบคุมแสง และผู้ออกแบบฉาก ถ้าหากมีการวางแผนและเตรียมการที่รอบคอบแล้วงานที่ยุ่งยากสลับซับซ้อนก็ดูเหมือนง่ายต่อการปฏิบัติและปัญหาต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นก็ลดน้อยลงไปได้ดังกฎที่เมอร์ฟี่ (Murphy's Law) ได้กล่าวเอาไว้ว่า "อะไรที่จะผิดพลาดมันก็ย่อมจะผิดพลาดได้ ปัญหาอาจเกิดขึ้นได้แม้ว่าจะมีการวางแผนที่ดีแล้วก็ตามแต่การที่ไม่ได้วางแผนที่รอบคอบอย่าง เพียงพอจะนำมาซึ่งความหายนะ"
ขั้นเตรียมการและฝึกซ้อม
2. ขั้นเตรียมการและฝึกซ้อม (Setup and Rehearsal)การเตรียมการ หรือการจัดเตรียม (Setup) จะกระทำก่อน การเริ่มต้นผลิตรายการเวลาที่ใช้ในการ เตรียมการนี้จะมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจใน ขั้นวางแผนงบประมาณ และความยุ่งยากสลับซับซ้อนของรายการเพื่อมิให้เกิดการสูญเปล่าของเวลาในการจัด เตรียมการนี้ผู้มีหน้าที่หลักทุกตำแหน่งต้องทราบและเข้าใจว่าจะทำอะไรอย่างชัดเจน และให้คำแนะนำแก่กลุ่มของตนอย่างเพียงพอ และการทำงานจะต้องทำพร้อม ๆ กันเพื่อสำรวจดูความเรียบร้อยไปพร้อมกันด้วย ถ้ามัวรอคอยซึ่งกันและกันอยู่จะทำให้งานไม่เดินเท่าที่ควรและเสียเวลามาก การจัดการเตรียมการที่เรียบร้อยเป็นสิ่งสำคัญยิ่งที่จะทำให้รายการประสบผลสเร็จ หรือไม่ ถ้ารายละเอียดบางอย่างถูกเมินเฉยในขั้นนี้จะต้องแก้ไขทันทีเมื่อเริ่มฝึกซ้อม
การฝึกซ้อม (Rehearsal) เมื่อทุก อย่างได้ถูกเตรียมการจัดการเรียบร้อยแล้ว การฝึกซ้อมก็จะเริ่มขึ้นการใช้เวลาในการฝึกซ้อมของรายการโทรทัศน์ ปกติจะถูกกำหนด ในเวลาจำกัด ดังนั้นผู้กำกับรายการจำเป็นต้องเตรียมการและวางแผนการฝึกซ้อมให้ รอบคอบด้วย ในขั้นฝึกซ้อมนี้ผู้ผลิตจะเฝ้าดูและชมรายการจากเครื่องตรวจเช็ค (Monitor) เสมือนหนึ่งว่าตัวเองเป็นผู้ชมรายการคนหนึ่งแต่จะจดบันทึกถึงข้อดีข้อเสียและสิ่งที่ควร แก้ไขทั้งทางด้านเทคนิค และด้านคุณค่าทาง ศิลป และสิ่งเหล่านั้นจะนำมาถกเถียงหา ทางแก้ไขต่อไป
ขั้นการผลิต
3. ขั้นการผลิต (Production) การผลิตรายการโทรทัศน์สมัยก่อน ก่อนที่จะมีวิดีโอเทปหรือเครื่องบันทึกภาพนั้นรายการทุกรายการจะแสดงสด หรือออกรายการสด นั่นคือการแสดงเริ่มต้นและจบลงตามเวลาที่กำหนดโดยมิได้หยุดเพื่อแก้ไขข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นในการแสดงเลย แต่ต่อมาวิวัฒนาการด้านเทคนิค และเครื่องมือต่าง ๆเจริญก้าว หน้าขึ้นมีการนำเครื่องบันทึกภาพ และเครื่องตัดต่อมาใช้ทำให้รายการ และวิธีการผลิตเปลี่ยนแปลงไปดังนั้นการผลิตรายการจึงน่า จะแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะดังนี้
รายการสด (Live) สำหรับรายการสดนี้ ขั้นตอนการผลิตนี้จะเป็นขั้นสุดท้าย ของกระบวนการรายการต่าง ๆ ที่ผลิตในลักษณะนี้ เช่น รายการข่าวโทรทัศน์ รายการ ถ่ายทอดกีฬา และรายการอื่น ๆ ที่ต้องการเสนอต่อผู้ชมทันทีทันใดยังมีรายการอีก ลักษณะหนึ่งที่จัดอยู่ในลักษณะรายการสด เรียกว่ารายการสดที่บันทึกเอาไว้ (Live on tape) หมายความว่ารายการนั้นๆได้ผลิตขึ้นมาจากเวลาจริงเหมือนกันกับรายการสด ทุกประการ หากแต่ว่าได้บันทึกไว้ในเทปบันทึกภาพเพื่อนำมาออกอากาศในเวลาต่อมา ทั้งนี้อาจเป็น เพราะในเวลาช่วงที่แสดงสดนั้นอาจมีรายการประจำอื่น ๆ อยู่แล้วก็ได้ จึงไม่สามารถออกอากาศได้เหมือนรายการสด ซึ่งเทปบันทึกภาพนี้เป็นเพียงสื่อใน
การเก็บ (Storage medium)เท่านั้น รายการต่าง ๆ ที่อยู่ในลักษณะนี้ เช่น รายการ ละครรายการละครพูดรายการสนทนา และรายการเกมส์กีฬาต่าง ๆ
ขั้นหลังการผลิต
4. ขั้นหลังการผลิต (Postproduction) รายการที่ผลิตโดยวิธีการบันทึกลงในเครื่องบันทึกภาพและนำมาตัดต่อทีหลังจะต้องมีขั้นนี้อยู่ในกระบวนการด้วยในขั้นนี้ ผู้กำกับรายการจะให้คำแนะนำกับผู้ตัดต่อภาพในการเลือกภาพต่างๆมาปะติดปะต่อ สัมพันธ์กันเป็นเรื่องราวตามที่วางแผนเอาไว้ ขั้นนี้อาจจะมีความยุ่งยากหรือง่ายดายนั้นขึ้นอยู่กับรายการ ว่าสลับซับซ้อนเพียงใด เพราะบางรายการเพียงแต่นำภาพมาตัดต่อกัน ตามเนื้อเรื่องก็เสร็จสมบูรณ์แล้ว แต่บางรายการต้องพิถีพิถันนำเอาเครื่อง คอมพิวเตอร์มาช่วยตัดต่อให้เกิดภาพพิเศษอื่น ๆ อีกมากดังได้กล่าวมาแล้วว่าวิธีการตัดต่อภาพนี้ จะช่วยให้ผู้กำกับได้ใช้ความสามารถของตนเอง ในการสร้างภาพพิเศษตามความคิดสร้างสรรค์ของตนเองได้มากสามารถ เลือกมุมถ่ายที่สวย ๆ คนแสดงที่มีความชำนาญ สถานที่ ๆ เหมาะสมกับรายการ นำภาพประกอบจาก กราฟิคภาพยนตร์ เทปบันทึกภาพและภาพจากแหล่งอื่น ๆ และเสียงที่ต้องการมาช่วยเสริมเติมแต่งให้รายการมีคุณค่าน่าสนใจได้มาก



ในการผลิตรายการวิทยุโทรทัศน์ต้องมีกระบวนการผลิตที่เกี่ยวข้องกับทีมหลาย ๆ ฝ่าย และต้องทำงานร่วมกันเป็นทีม ซึ่งแต่ละฝ่ายก็มีความชำนาญเฉพาะด้านในหน้าที่ที่ตนรับผิดชอบอยู่ และต่างก็มีความสำคัญต่อการผลิตรายการโทรทัศน์เท่าเทียมกัน ซึ่งการทำงานถ้าขาดฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไปจะทำให้การทำงานไม่มีประสิทธิภาพ อาจเป็นเหตุให้รายการโทรทัศน์ที่ผลิตขึ้นไม่มีคุณภาพตามเป้าหมายที่ตั้งไว้
ดังนั้นสิ่งสำคัญในการผลิตรายการวิทยุโทรทัศน์คือการทำงานเป็นทีมที่ต้องใช้ความรู้ และความสามารถทั้งในด้านการสร้างสรรค์ และการใช้เครื่องมือ อุปกรณ์ ในการผลิตให้ผสมผสานกันออกมาเป็นรายการโทรทัศน์ได้อย่างมีคุณภาพ โดยทีมงานในแต่ละฝ่ายจะต้องรู้หน้าที่ของตัวเองและต้องร่วมมือประสานงานกันอย่างดี จึงจะสามารถผลิตรายการโทรทัศน์ออกมาได้ ดังนั้นการผลิตรายการโทรทัศน์จะประกอบด้วยขั้นตอนหลัก ๆ 3 ขั้นตอน ดังนี้

การเตรียมการก่อนการผลิตรายการวิทยุโทรทัศน์ (Pre-Production)
การเตรียมการก่อนการผลิตรายการวิทยุโทรทัศน์ควรมีขั้นตอนการเตรียมการที่ดี เพื่อให้รายการวิทยุโทรทัศน์เป็นไปตามจุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้ ดังที่ อรนุช เลิศจรรยารักษ์ (2539 ) และศูนย์เทคโนโลยีทางการศึกษา (2531 ) กล่าวถึง การเตรียมการก่อนการผลิตรายการวิทยุโทรทัศน์สามารถสรุปได้ดังนี้
1. การวางแนวคิด
ภายหลังจากได้รับมอบหมายงานการผลิตรายการมาแล้ว ผู้ผลิตก็จะเริ่มวางแนว ความคิดในการผลิต แนวความคิดในการผลิตทำได้ 2 วิธี
1.1 เริ่มจากความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ จากนั้นก็แปลความคิดให้เป็นจริงเป็นจัง โดยจัดงบประมาณและสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ให้เข้ากับความคิด วิธีนี้มีส่วนดี คือช่วยให้เกิดงานสร้างสรรค์ด้านศิลปะมาก แต่มีข้อเสียในแง่ที่ว่าการยึดเอาความคิดสร้างสรรค์มากเกินไป อาจจะไม่ส่งผลสำเร็จในช่วงการแปลงความคิดให้เป็นจริงเป็นจัง ซึ่งอาจเกิดความยุ่งยากปรากฏอยู่เบื้องหน้าที่จะตามมามากมายและเวลาที่จะใช้ดำเนินการก็เพิ่มมากขึ้น
1.2 เป็นการพัฒนาแนวคิดในการผลิตโดยใช้วิธีมองข้อจำกัดต่าง ๆ ที่มี นับแต่เครื่องมือ บุคลากร สถานที่ ภาวะเศรษฐกิจ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ จากนั้นจึงคิดว่าจะทำรายการอะไรและทำอย่างไร วิธีนี้มีส่วนดีคือสามารถทำให้การแปลงความคิดสร้างสรรค์ให้เป็นจริง
เป็นจังทำได้สำเร็จตามกำหนดเวลา ข้อเสียคือการทำงานแบบนี้อาจจะไม่ช่วยสร้างสรรค์งานทาง ด้านศิลปะเท่าใดนัก
อย่างไรก็ตามสำหรับสื่อที่ซับซ้อนอย่างวิทยุโทรทัศน์ นักวางแผนที่ดีจะได้เปรียบทุกเวลาเพราะวิทยุโทรทัศน์ต้องการความร่วมมือจากการทำงานเป็นทีมอย่างมาก
และสิ่งเหล่านี้ได้มาจากการวางแผนที่ถูกต้อง
2. วิเคราะห์เนื้อหาและกลุ่มเป้าหมาย
2.1 รวบรวมเอกสารและงานวิจัย (Research) ในขั้นนี้เป็นขั้นที่ผู้ผลิตต้องรวบรวมตำรา เอกสาร รายงานการวิจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยยืมมาจากห้องสมุดหรือซื้อมาจากร้านจำหน่ายหนังสือ เอกสารต่าง ๆ
2.2 วิเคราะห์เนื้อหา เอกสาร รายงานการวิจัยต่าง ๆ ตลอดจนภาพยนตร์และสไลด์ที่รวบรวมได้มาจากขั้นที่แล้วนั้น ในขั้นนี้จะเป็นขั้นนำเอกสารต่าง ๆ ดังกล่าวมาวิเคราะห์และคัดเลือกเอาเฉพาะที่เกี่ยวข้องและจำเป็นจะต้องใช้ในการเขียนบท
2.3 กำหนดกลุ่มเป้าหมาย เมื่อวิเคราะห์เนื้อหาที่จะผลิตรายการวิทยุโทรทัศน์ได้แล้ว ก็ควรจะต้องจัดทำรายการวิทยุโทรทัศน์ให้เหมาะสมสอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย
3. กำหนดจุดเน้น/ จุดประสงค์
การกำหนดจุดเน้นและจุดประสงค์ในการผลิตรายการวิทยุโทรทัศน์ ต้องกำหนดให้แจ่มแจ้งแน่ชัดลงไปว่ามี จุดเน้น จุดประสงค์ ในการผลิตรายการอย่างไรบ้าง และควรมีการประชุมร่วมกันของผู้รับผิดชอบฝ่ายต่าง ๆ ทั้งนี้เพื่อทำความเข้าใจร่วมกันว่าจุดเน้นของรายการอยู่ที่ใด มีจุดประสงค์ของรายการอย่างไร และขอบข่ายของรายการมีมากน้อยเพียงใด เพื่อให้เกิดความชัดเจนในกระบวนการผลิตรายการและให้สอดคล้องกับความรู้ของกลุ่มเป้าหมาย
4. กำหนดรูปแบบและสร้างสรรค์รายการ
กำหนดรูปแบบรายการวิทยุโทรทัศน์เป็นการกำหนดรูปแบบของรายการว่า เป็นรูปแบบใด เช่น รูปแบบสารคดี การสัมภาษณ์ บรรยาย ละคร ฯลฯ เพื่อให้การนำเสนอมีความน่าสนใจเหมาะสมกับเนื้อหารายการ จุดเน้นและจุดประสงค์ของรายการและสอดคล้องเหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายที่กำหนดไว้
5. เขียนบทโทรทัศน์และตรวจสอบความถูกต้อง
ในการผลิตรายการวิทยุโทรทัศน์ทุกรายการ บทวิทยุโทรทัศน์นับเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของรายการ ดังมีผู้กล่าวว่าบทดีมีชัยไปครึ่ง หมายความว่า ความคิดที่ดีของผู้ผลิตรายการ เมื่อได้นักเขียนบทผู้ซึ่งสามารถสร้างสรรค์รายการออกมาจากแนวคิดเบื้องต้น และวัตถุประสงค์ของรายการได้อย่างมีศิลปะในการเขียนและการนำเสนอ (Presentation) ที่ดี ช่วยให้รายการน่าสนใจไปครึ่งหนึ่งแล้ว ผู้ผลิตรายการมองเห็นความสำคัญของบทซึ่งเป็นพื้นฐานของรายการทุกรายการ จึง
นำเรื่องการพิจารณาผู้เขียนบทวิทยุโทรทัศน์เข้าสู่ที่ประชุมการผลิตเพื่อคัดเลือกผู้เขียนบท ซึ่งอาจจะเป็นนักเขียนประจำของทีมงานผลิต ผู้เขียนอิสระซึ่งรับจ้างเขียนบท ซึ่งการผลิตรายการบางรายการมีปลายตอนอาจจะต้องจ้างนักเขียนบทหลายคนก็ได้ และบางครั้งถ้าเรื่องที่จะผลิตเป็นเรื่องเฉพาะด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านเทคโนโลยีใหม่ ๆ วิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ หรือศาสตร์ใดศาสตร์หนึ่งซึ่งต้องอาศัยข้อมูลพิเศษ ผู้ผลิตรายการอาจจะต้องจ้างผู้มีความชำนาญในเรื่องนั้น ๆ มาเป็นที่ปรึกษาให้นักเขียนบทหรือทั้งทีมงานวิจัยก่อนการเขียนบทก็ได้
ด้วยเหตุที่ผู้ผลิตรายการหลายท่านเห็นว่า บทวิทยุโทรทัศน์นั้นเป็นพื้นฐานสำคัญในการผลิตรายการ ผู้ผลิตรายการหลายท่านจึงมักจะเป็นผู้เขียนบทวิทยุโทรทัศน์เองด้วย
6. กำหนดสถานที่ถ่ายทำ/ ศิลปกรรม/ จัดเตรียมอุปกรณ์
ในขั้นนี้เป็นขั้นที่เราต้องตระเตรียมเพื่อการบันทึกภาพตามตารางเวลา (Schedule) ที่กำหนดไว้ วัสดุและอุปกรณ์ที่จะใช้มีอะไรบ้าง และใครเป็นผู้ที่รับผิดชอบบ้าง การถ่ายทำนั้นจะถ่ายทำที่ไหน ในห้องบันทึกภาพ (Studio) หรือเป็นการถ่ายทำนอกสถานที่ (Outside Studio หรือ Outdoor Recording) หากจะมีการถ่ายทำนอกสถานที่ ก็ควรจะมีผู้ที่ไปดูสถานที่จะถ่ายทำ และทำการนัดแนะกับผู้ที่เกี่ยวข้องในการแสดงประกอบฉาก หรือมีหน้าที่เกี่ยวข้องในการดำเนินงานให้การบันทึกเป็นไปอย่างสำเร็จ
7. การคัดเลือกผู้ร่วมรายการ
งานสำคัญของฝ่ายผลิตรายการอีกงานหนึ่งคือ งานคัดเลือกผู้ร่วมรายการ ผู้ร่วมรายการ หมายถึง พิธีกร ผู้ดำเนินรายการ นักร้อง นักดนตรี ผู้อ่านข่าว ผู้บรรยาย ผู้สัมภาษณ์ ผู้ให้สัมภาษณ์ ครู อาจารย์ผู้สอนผ่านสื่อโทรทัศน์ สิ่งเหล่านี้ผู้ผลิตรายการจะต้องประชุมกับกรรมการผลิตรายการ เพื่อตัดสินใจก่อนการผลิตรายการจะเริ่มขึ้น ทั้งนี้จะต้องดูความเหมาะสม ทางเลือก และงบประมาณประกอบด้วย
8. การเตรียมตารางการผลิตรายการ
การเตรียมตารางการผลิตรายการจะเริ่มขึ้นภายหลังจากเมื่อได้บทสังเขปมา ผู้ผลิตรายการได้มอบหมายงานในหน้าที่ต่าง ๆ ให้กับผู้กำกับรายการ ผู้กำกับการผลิตฝ่ายศิลปกรรม หัวหน้าฝ่ายห้องส่ง ผู้กำกับรายการฝ่ายเทคนิค ผู้ประสานงานติดต่อผู้แสดงและบุคลากรที่เกี่ยวข้องด้านอื่น ๆ จนครบถ้วน ผู้ผลิตรายการจึงเริ่มจัดเตรียมตารางการผลิต
ประโยชน์ของตารางการผลิตรายการ คือทำให้ผู้ผลิตรายการได้รู้ว่ากิจกรรมอะไรทำในช่วงไหน เสร็จเมื่อใด ใครรับผิดชอบกิจกรรมนั้น ๆ ผู้ผลิตรายการก็จะเห็นภาพรวมของการผลิตรายการทั้งหมดอย่างคร่าว ๆ และสามารถควบคุมการทำงานให้เป็นไปตามตารางการผลิตรายการ นอกจากนี้ตารางรายการยังช่วยให้ผู้ผลิตรายการตรวจสอบความคืบหน้าในรายการและแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นได้ ก่อนที่ปัญหาเหล่านั้นจะเป็นอุปสรรคในการผลิตรายการต่อไป
Nextในตารางการผลิตรายการจะประกอบด้วยกิจกรรมในด้านการผลิตรายการดังนี้ บทวิทยุโทรทัศน์ ผู้ร่วมรายการ ฉาก แสง เสียง กราฟิก เครื่องแต่งตัว อุปกรณ์เทคนิค อุปกรณ์และวัสดุประกอบฉาก การตัดต่อ อุปกรณ์อำนวยความสะดวกอื่น ๆ กำหนดวันเสร็จ วันออกอากาศ และผู้รับผิดชอบ เป็นต้น
การปฏิบัติงานระหว่างการผลิตรายการวิทยุโทรทัศน์ (Production)
การปฏิบัติงานระหว่างการผลิต เป็นอีกขั้นตอนหนึ่งที่ผู้ผลิตรายการวิทยุโทรทัศน์ ต้องปฏิบัติเพื่อให้รายการที่ผลิตเป็นไปตามวัตถุประสงค์ ซึ่ง อรนุช เลิศจรรยารักษ์ (2539 ) และศูนย์เทคโนโลยีทางการศึกษา (2531 ) ได้กล่าวถึงการปฏิบัติงานระหว่างการผลิต รายการวิทยุโทรทัศน์ สามารถสรุป ได้ดังนี้
1. การเตรียมความพร้อมก่อนถ่ายทำ

ในขั้นการปฏิบัติงานระหว่างผลิต การเตรียมความพร้อมเป็นงานสำคัญอีกงานหนึ่งในการผลิตรายการ ผู้ผลิตรายการจะต้องตรวจสอบความพร้อมทุกด้าน โดยดูจากกระดาษบันทึก ซึ่งเรียกว่า Fax Sheet หรือ Facility Sheet ผู้ผลิตรายการจะจดรายละเอียดและข้อความที่จำเป็นด้านวัสดุ อุปกรณ์ เครื่องมือ บุคลากร ด้านเทคนิค ด้านการแสดง คนงาน และอื่น ๆ ที่ต้องการไว้ ซึ่งผู้ผลิตรายการจะจดไว้ตรวจสอบเอง หรือจะจัด Fax Sheet เป็นรูปฟอร์มเพื่อแจกจ่ายให้กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในการผลิตรายการให้ทราบโดยทั่วกัน
นอกจากนี้ผู้ผลิตรายการต้องตรวจสอบตารางปฏิบัติงาน ซึ่งประกอบด้วยตารางเวลาที่กำหนดในการปฏิบัติงานเรียงตามลำดับและกำหนดเวลาที่บุคลากรฝ่ายต่าง ๆ จะเข้าประจำหน้าที่ทั้งหมดเป็นกำหนดการที่จะต้องปฏิบัติในห้องส่งตามเวลาช่วงต่าง ๆ
อย่างไรก็ตามงานอีกสิ่งหนึ่งที่ผู้ผลิตรายการจะต้องตรวจสอบ คือ ตารางการถ่ายทำว่าในวันที่ถ่ายทำ ถ่ายทำในหรือนอกห้องส่ง สดหรือบันทึกเทป และมีใครต้องมาเข้าฉากบ้าง ช่วงเช้าหรือบ่าย เวลาเท่าใด ตารางถ่ายทำ (Shooting Schedule) มีไว้เพื่อจะช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพ ประหยัดเวลาผู้แสดง ประหยัดคนงานและอุปกรณ์พิเศษอื่น ๆ เพราะการถ่ายทำบางทีตลอดวันผู้แสดงที่ยังไม่เข้าฉากตอนเช้า จะได้ไม่ต้องมาแกร่วคอยเสียเวลา
2. การกำกับและถ่ายทำรายการ
2.1 การฝึกซ้อม ผู้ผลิตรายการจะกำหนดตารางฝึกซ้อมไว้ล่วงหน้า โดยระบุวัน เวลา สถานที่ ให้บุคลากรที่เกี่ยวข้องมาซ้อม ส่วนใครที่ไม่เกี่ยวข้องก็ยังไม่ต้องมา สำหรับรายการยากจะมีการซ้อมก่อนวันผลิตรายการและบุคลากรสำคัญ ๆ ผู้กำกับรายการ ผู้ช่วยผู้กำกับ ผู้กำกับเวที และฝ่ายเสียงจะต้องมาดูเพื่อให้เข้าใจตรงกันโดยตลอด

2.2 การถ่ายทำรายการ ขั้นนี้เป็นขั้นที่บันทึกภาพเมื่อทุกอย่างได้เตรียมกันเรียบร้อยก็ถึงเวลาที่รอคอย นั่นก็คือการบันทึกภาพต่าง ๆ ตามเนื้อหาในบทเทปโทรทัศน์ แต่ก่อนที่จะถึงเวลาที่บันทึกภาพผู้กำกับรายการควรจะตรวจสอบสิ่งต่าง ๆ ว่าเรียบร้อย และพร้อมที่จะถ่ายทำหรือไม่
เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างตระเตรียมเรียบร้อยแล้ว ก็พร้อมที่จะถ่ายทำได้ และในขณะที่ถ่ายทำรายการนั้นผู้กำกับจะต้องตรวจสอบสี ความคมชัด และความถูกต้องของภาพตามบทจาก TV Monitor นอกจาก นั้นก็ควบคุมดูแลการทำงานของเจ้าหน้าที่ฝ่ายต่าง ๆ อีกด้วย และเมื่อบันทึกภาพเสร็จแล้วควรจะมีการ Rewind เทปเพื่อดูภาพที่บันทึกไปนั้นคมชัดและถูกต้องหรือไม่ และมีอะไรบกพร่องหรือไม่ หากพบสิ่งบกพร่องก็จะได้ถ่ายซ่อมใหม่ ซึ่งเทปโทรทัศน์นั้นมีคุณสมบัติที่ดีกว่าภาพยนตร์ เพราะไม่ต้องเสียเวลาล้างฟิล์ม (Develop) และทำแล้วผู้กำกับสามารถตรวจสอบภาพในเทปโทรทัศน์ได้ในขณะที่บันทึกภาพ และตรวจสอบอีกครั้งเพื่อความแน่นอนใจ หลังจากการบันทึกภาพแล้ว ซึ่งหากพบข้อบกพร่องก็ควรบันทึกใหม่ได้ทันที ไม่เสียเวลา และค่าใช้จ่ายในการกลับไปถ่ายภาพอีกครั้งหนึ่ง
การดำเนินงานหลังการผลิตรายการวิทยุโทรทัศน์ (Post Production)
การดำเนินงานหลังการผลิตเป็นขั้นตอนที่ดำเนินการหลังจากการผลิต เพื่อตรวจสอบความถูกต้องและปรับปรุงแก้ไขพร้อมทั้งการประเมินผลรายการ ซึ่งศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน (2545 ) อรนุช เลิศจรรยารักษ์ (2539 ) และศูนย์เทคโนโลยีทางการศึกษา (2531 ) ได้กล่าวถึงการดำเนินงานหลังการผลิต รายการวิทยุโทรทัศน์ สามารถสรุป ได้ดังนี้
1. การตัดต่อลำดับภาพและผสมเสียง
ภายหลังจากการปฏิบัติการผลิตและบันทึกเทปทั้งในห้องส่ง และนอกห้องส่งแล้ว ทีมตัดต่อก็จะนำภาพที่บันทึกมาลำดับเรียงตามที่ Continuity ได้จดบันทึกไว้อย่างละเอียดว่าช่วงไหน ตอนไหน จะตัดต่อด้วยตอนไหน บางรายการจะนำเทคนิคพิเศษ เช่น การหมุนภาพ พลิกภาพมาใส่ในช่วงไตเติ้ลรายการ บางครั้งผู้ผลิตรายการก็จะจ้างบริษัทผลิตไตเติ้ลทำไตเติ้ลมา 30 วินาที แล้วตัดใส่หัวเรื่องของรายการทุก ๆ ครั้ง
1.1 การตัดต่อลำดับภาพมีการตัดต่อแบบต่อชนคือแต่ละตอนแต่ละช่วงของรายการ ถ่ายทำมาสมบูรณ์แล้ว เพียงนำมาเชื่อมรายการเท่านั้นการตัดต่อแบบนี้ทำได้ง่าย บางรายการจะเป็นการลำดับภาพใหม่ มีการเลือกภาพใหม่ว่าส่วนใดควรใส่ภาพสอดแทรก ช่วงใดควรเป็นภาพมุมที่สวยกว่า ช่วงใดควรใส่ภาพใกล้ ภาพไกล ภาพกลาง ภาพ Cut Away การตัดต่อและลำดับภาพแบบนี้ต้องอาศัยศิลปะในการตัดต่อและลำดับภาพอย่างมาก จึงจะได้ภาพที่รวบรวม และแต่ละภาพจะสื่อความหมายได้อย่างสมบูรณ์ได้ตามจินตนาการที่ทีมงานการผลิตได้วางแนวโครงเรื่องไว้

ในส่วนของผู้ผลิตรายการแล้วจะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้กำกับรายการ ผู้ตัดต่อลำดับภาพรับผิดชอบ ผู้ผลิตรายการจะดูอย่างผิวเผิน บางครั้งอาจจะดูหลังจากการตัดต่อครั้งแรก และให้คำแนะนำก่อนที่จะตัดต่อเสร็จครั้งสุดท้าย อย่างไรก็ตามการใส่ภาพพิเศษ กราฟิก การซ้อนตัวหนังสือ และการใส่ภาพพิเศษอื่น ๆ บางครั้งอาจจะสิ้นเปลืองงบประมาณสูง แต่ถ้าตัดต่อใส่ภาพพิเศษแล้วทำให้รายการดีขึ้นอย่างมาก ผู้กำกับรายการอาจขอความเห็นจากผู้ผลิตรายการในการตัดสินใจเพิ่มงบประมาณส่วนนี้เข้าไป
1.2 การผสมเสียง หมายรวมถึงการใส่เสียงเพลง เสียงคนบรรยาย เสียงประกอบและเสียงจริงลงไปในรายการ เพื่อให้รายการสมบูรณ์ เสียงเป็นส่วนสำคัญเช่นกัน ถ้ารายการดี ภาพดี เรื่องดี แต่การผสมเสียงลงในแถบเสียงไม่ดีผิดพลาดหรือผู้บรรยายเสียงไม่ดี จะทำให้รายการทั้งรายการเสียไปด้วย ดังนั้นผู้ผลิตรายการในช่วงวางแผนจะต้องเลือกตัวผู้บรรยาย ซึ่งถ้าเสียงดีเหมาะกับรายการและมีความชำนาญจะทำให้รายการทั้งรายการดีแต่ต้องใช้งบประมาณสูงในการจ้าง

2. ตรวจสอบความถูกต้อง/ แก้ไข

เมื่อเทปโทรทัศน์ดังกล่าวได้ถูกตัดต่อและบันทึกเสียงต่าง ๆ ตามบทที่ได้กำหนดไว้แล้ว เราก็นำเอาเทปโทรทัศน์ดังกล่าวออกฉายให้ผู้ร่วมงานฝ่ายต่าง ๆ ได้ชมกัน ทั้งนี้เพื่อเป็นการตรวจสอบและวิจารณ์อีกครั้งหนึ่งว่ามีอะไรขาดตกบกพร่องบ้าง หากเรียบร้อยแล้วก็ทำ Master Tape ดังกล่าวไปสำเนาลงบนเทปที่ต้องการแล้วจึงนำไปใช้ฉายกับกลุ่มเป้าหมายได้เลย แต่อย่างไรก็ตามหากต้องการตรวจสอบความสมบูรณ์ของเทปโทรทัศน์ดังกล่าว เราก็ควรจะนำไปฉายทดลองให้กับกลุ่มเป้าหมายโดยสุ่มตัวอย่างกลุ่มเป้าหมาย เมื่อฉายให้กลุ่มตัวอย่างชมแล้วก็แก้ไขให้เรียบร้อย จากนั้นจึงนำไปบันทึกลงเทปแล้วนำไปฉายต่อไป
การที่ต้องนำมาฉายให้กลุ่มตัวอย่างชมอีกครั้งหนึ่ง เพราะต้องการตรวจสอบความแน่นอนของเนื้อหาและความสมจริงสมจังของภาพจากทัศนะของกลุ่มเป้าหมาย เพราะหากจะเอาแต่ทัศนะของกลุ่มผู้ผลิตอย่างเดียวอาจจะไม่เพียงพอ เพราะต่างมีภูมิหลัง (Background) ที่แตกต่างกัน ฉะนั้นการที่เรานำเอาเทปโทรทัศน์ไปฉายในกลุ่มตัวอย่างเป้าหมาย เราจะได้ข้อคิดเห็นที่เป็นจริงทำให้การผลิตเทปโทรทัศน์ดังกล่าวประสบความสำเร็จ
3. การออกอากาศ
การออกอากาศเป็นการนำเทปรายการโทรทัศน์ที่จัดทำเสร็จแล้วไปออกอากาศ ซึ่งต้องมีการวางแผนล่วงหน้า และจัดเวลาการออกอากาศให้เหมาะสมกับสภาพการรับชมรายการของกลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียน นักศึกษา ประชาชนทั่วไป และบุคคลที่มีความบกพร่องทางร่างกาย
4. การประเมินผลรายการ
การประเมินผลรายการเพื่อให้ได้ข้อมูลมาปรับปรุงรายการให้เหมาะสม ทันสมัย ตรงกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมายต่อไป
การวางแผนนับเป็นหัวใจสำคัญของการผลิตรายการเทปโทรทัศน์ ทั้งนี้เนื่องจากรายการวิทยุโทรทัศน์เป็นสื่อสารมวลชนที่มีราคาค่อนข้างแพง แพงทั้งวัสดุอุปกรณ์และการผลิต ตลอดจนการผลิตต้องอาศัยเทคนิคการผลิตที่สูง ฉะนั้นหากมีการวางแผนในการผลิตอย่างรอบคอบในแต่ละขั้นตอนของกระบวนการผลิตเทปโทรทัศน์แล้ว ย่อมจะทำให้การผลิตรายการเทปโทรทัศน์ดำเนินไปอย่างราบรื่น และสำเร็จลุล่วงไปตามกำหนดเวลา และได้ผลตามความมุ่งหมายที่ระบุไว้ในวัตถุประสงค์ สิ่งที่จะย้ำเตือนในการผลิตรายการเทปโทรทัศน์ก็คือ เทปโทรทัศน์เป็นงานที่เกิดจากการทำงานของผู้เชี่ยวชาญหลาย ๆ ฝ่ายร่วมกัน ฉะนั้นการทำงานเป็นกลุ่ม (Term Work) จึงเป็นหัวใจสำคัญของความสำเร็จในการผลิตเทปโทรทัศน์ ความสำเร็จของรายการเทปโทรทัศน์เกิดการร่วมความคิด ร่วมแรงร่วมพลังของบุคคลหลาย ๆ ฝ่าย ทุก ๆ คนมีความสำคัญเท่าเทียมกัน และต่างก็มีความชำนาญกันในคนละเรื่อง



Format File Description
AVI .avi รูปแบบ AVI (Audio Video Interleave) ถูกพัฒนาโดย Microsoftรูปแบบ AVI ได้รับการสนับสนุนโดยเครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องใช้ Windows และโดยทั้งหมดเป็นที่นิยมที่สุดเว็บเบราเซอร์ มันเป็นรูปแบบที่พบมากบนอินเทอร์เน็ต แต่ก็ไม่เสมอไปได้ที่จะเล่นบนเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ไม่ใช่ Windows
WMV .wmv รูปแบบ Windows Media มีการพัฒนาโดยไมโครซอฟท์ Windows Media เป็นรูปแบบที่พบโดยทั่วไปบนอินเทอร์เน็ต แต่ภาพยนตร์ Windows Media จะไม่สามารถเล่นบนคอมพิวเตอร์ที่ไม่ใช่ของ Windows โดยไม่ต้องเป็นองค์ประกอบ (ฟรี) พิเศษติดตั้ง ต่อมาภาพยนตร์ Windows Media ไม่สามารถเล่นที่ทุกคนบนเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ไม่ใช่ Windows เพราะผู้เล่นไม่สามารถใช้ได้
MPEG .mpg
.mpeg
รูปแบบ MPEG (Moving Pictures Expert Group) เป็นรูปแบบที่นิยมมากที่สุดในอินเทอร์เน็ต มันเป็นข้ามแพลตฟอร์ม และการสนับสนุนจากทุกที่นิยมมากที่สุดเว็บเบราเซอร์
QuickTime .mov รูปแบบ QuickTime คือการพัฒนาโดยแอปเปิ้ล QuickTime เป็นรูปแบบทั่วไปบนอินเทอร์เน็ต แต่ภาพยนตร์ QuickTime ไม่สามารถเล่นได้บนคอมพิวเตอร์ที่ใช้ Windows โดยไม่ต้องเป็นองค์ประกอบ (ฟรี) พิเศษติดตั้ง
RealVideo .rm
.ram
รูปแบบ RealVideo ได้รับการพัฒนาสำหรับอินเทอร์เน็ตโดยสื่อจริง รูปแบบจะช่วยให้สตรีมมิ่งวิดีโอ (on - line วิดีโอ, อินเทอร์เน็ตทีวี) ที่มีแบนด์วิดท์ต่ำ เนื่องจากการจัดลำดับความสำคัญแบนด์วิดธ์ต่ำคุณภาพจะลดลงมักจะ
Flash .swf
.flv
รูปแบบ Flash (Shockwave) ถูกพัฒนาโดย Macromedia รูปแบบ Shockwave ต้องใช้เป็นส่วนประกอบเสริมในการเล่น แต่ส่วนนี้มาติดตั้งกับเว็บเบราเซอร์เช่น Firefox และ Internet Explorer
Mpeg-4 .mp4 MPEG - 4 (มีการบีบอัดวิดีโอ H.264) เป็นรูปแบบใหม่สำหรับอินเทอร์เน็ต ในความเป็นจริง, YouTube MP4 แนะนำให้ใช้ YouTube ยอมรับหลายรูปแบบแล้วแปลงพวกเขาทั้งหมดไป. MP4 FLV หรือ. สำหรับการจัดจำหน่าย มากขึ้นและออนไลน์มากขึ้นเผยแพร่วิดีโอกำลังจะย้ายไป MP4 เป็นรูปแบบการแชร์อินเทอร์เน็ตสำหรับทั้งผู้เล่นแฟลชและ HTML5

Readmore...

9.2 การออกแบบสื่อสิ่งพิมพ์และเอกสารอิเล็กทรอนิกส์

0 comments
 

ก่อนที่จะศึกษาถึงการออกแบบสื่อสิ่งพิมพ์ รวมถึงเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ว่ามีความหมาย หรือความแตกต่างอย่างไร เรามาเรียนรู้ลักษณะเฉพาะ ของสื่อ แต่ละประเภทกันก่อน


 สื่อสิ่งพิมพ์
 "สื่อสิ่งพิมพ์"
มีความหมายว่า "สิ่งที่พิมพ์ขึ้น ไม่ว่าจะเป็นแผ่นกระดาษหรือวัตถุใดๆ ด้วยวิธีการต่างๆ อันเกิดเป็นชิ้นงานที่มีลักษณะเหมือน ต้นฉบับขึ้นหลายสำเนาในปริมาณมากเพื่อเป็นสิ่งที่ทำการติดต่อ หรือชักนำให้ผู้อื่นได้เห็นหรือทราบ ข้อความต่างๆ"
"สื่อสิ่งพิมพ์"
พระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ. 2484 ได้ให้ความหมายไว้ว่า สิ่งพิมพ์ หมายถึง สมุด แผ่นกระดาษ หรือวัตถุใด ๆ ที่พิมพ์ขึ้น รวมตลอดทั้งบทเพลง แผนที่ แผนผัง แผนภาพ ภาพระบายสี ใบประกาศ แผ่นเสียง หรือสิ่งอื่นใดอันมีลักษณะเช่นเดียวกัน
"สื่อสิ่งพิมพ์"
คือ สื่อที่ใช้การพิมพ์เป็นหลักเพื่อติดต่อสื่อสาร  ทำความเข้าใจกันด้วยภาษาเขียนโดยใช้วัสดุกระดาษหรือวัสดุอื่นใดที่พิมพ์ได้หลายสำเนา  เช่น ผ้า แผ่นพลาสติก

 ความสำคัญของสื่อสิ่งพิมพ์

สิ่งพิมพ์ในสังคมไทยมีหลายแบบหลายลักษณะ มีทั้งที่พิมพ์ในวงจำกัดและที่พิมพ์แพร่หลายทั่วไป ตามความต้องการของสังคมและจุดมุ่งหมายของผู้ผลิต ยิ่งในอนาคตอันใกล้นี้ประเทศไทยกำลังก้าวสู่การเป็นประเทศในกลุ่มอุตสาหกรรม ทำให้ประชาชนมีความต้องการที่จะรับรู้ข่าวสารที่ดี ที่ถูกต้อง กว้างขวางและมีประสิทธิภาพ ในบรรดาสื่อต่าง ๆ ที่นำเสนอข้อมูลในปัจจุบันสื่อสิ่งพิมพ์นับเป็นสื่อที่สำคัญสิ่งหนึ่งที่สามารถตอบสนองความต้องการเหล่านั้นได้
บทบาทของสื่อสิ่งพิมพ์

          สื่อสิ่งพิมพ์เปรียบเสมือนสื่อกลางหรือกระจกสะท้อนให้เห็นลักษณะต่างๆ ของสังคมบ้านเมือง หรือของประเทศนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นการเมือง เศรษฐกิจ สังคมประเพณีและวัฒนธรรม  โดยทำหน้าที่และบทบาท ในการถ่ายทอดข่าวสาร ข้อมูล การนำเสนอ แสดงความคิดเห็นต่างๆ ดังนั้นบทบาทของสื่อสิ่งพิมพ์ ก็คือ การกระทำ หรือการสื่อสารของสื่อสิ่งพิมพ์ที่ได้ส่งผลกำลังส่งผล หรือจะส่งผลต่อชีวิตและสังคม

หน้าที่ของสื่อสิ่งพิมพ์
    1. ให้ข่าวสารและรายงานความเคลื่อนไหวของเหตุการณ์ต่างๆ
    2. เป็นแหล่งกลางในการนำเสนอความคิดเห็นหรือข้อโต้แย้งต่อปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคม
    3. ให้สาระและความบันเทิง
    4. ให้ความรู้ทางการศึกษาและบำรุงศิลปวัฒนธรรมของชาติ
    5. ให้บริการด้านธุรกิจการค้า

บทบาทของสื่อสิ่งพิมพ์
สื่อสิ่งพิมพ์มีบทบาท ดังต่อไปนี้
  1. บทบาทของสื่อสิ่งพิมพ์ในงานสื่อมวลชน
    สื่อสิ่งพิมพ์มีความสำคัญในด้านการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร สาระ และความบันเทิง ซึ่งเมื่องานสื่อมวลชนต้องเผยแพร่ จึงต้องผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ เช่น หนังสือพิมพ์, วารสาร, นิตยสาร เป็นต้น
  2. บทบาทของสื่อสิ่งพิมพ์ในสถานศึกษา
    สื่อสิ่งพิมพ์ถูกนำไปใช้ในสถานศึกษาโดยทั่วไป ซึ่งทำให้ผู้เรียน ผู้สอนเข้าใจในเนื้อหามากขึ้น เช่น หนังสือ ตำรา แบบเรียน แบบฝึกหัดสามารถพัฒนาได้เป็นเนื้อหาในระบบ เครือข่ายอินเตอร์เน็ตได้
  3. บทบาทของสื่อสิ่งพิมพ์ในงานด้านธุรกิจ
    สื่อสิ่งพิมพ์ที่ถูกนำไปใช้ในงานธุรกิจประเภทต่าง ๆ เช่น งานโฆษณา ได้แก่ การผลิต หัวจดหมาย/ซองจดหมาย, ใบเสร็จรับเงิน/ใบส่งของ, โฆษณาหน้าเดียว, นามบัตร เป็นต้น
  4. บทบาทของสื่อสิ่งพิมพ์ในงานธนาคาร
    งานด้านการธนาคาร ซึ่งรวมถึง งานการเงินและงานที่เกี่ยวกับ หลักฐานทางกฎหมาย ได้นำสื่อสิ่งพิมพ์หลาย ๆ ประเภทมาใช้ในการดำเนินงาน เช่น ใบนำฝาก, ใบถอน, ธนบัตร, เช็คธนาคาร, ตั๋วแลกเงิน และหนังสือเดินทาง
  5. บทบาทของสื่อสิ่งพิมพ์ในห้างสรรพสินค้า และร้านค้าปลีก
    สื่อสิ่งพิมพ์ที่ทางห้างสรรพสินค้าหรือร้านค้า ปลีกใช้ในการดำเนินธุรกิจ ได้แก่ ใบปิดโฆษณาต่าง ๆ ใบปลิว, แผ่นพับ, จุลสาร
 
สื่อสิ่งพิมพ์มีลักษณะพิเศษหลายประการทำให้สื่อสิ่งพิมพ์ ยังคงเป็นสื่อที่มีความสำคัญอย่างมากในปัจจุบัน แม้มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าการใช้สื่อสิ่งพิมพ์จะลดน้อยลง และจะหายไปจากบรรณพิภพ เนื่องจากเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์โดยเฉพาะสื่ออินเทอร์เน็ตจะเข้ามาแทนที่ อย่างไรก็ตาม ข้อสังเกตข้างต้นยังไม่เป็นความจริงในเวลา นี้เพราะ ข้อจำกัดในการเข้าถึงเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ของสังคมไทย ในที่นี้จะขอกล่าวถึงลักษณะพิเศษของสื่อสิ่งพิมพ์ที่ทำให้สื่อสิ่งพิมพ์ยังมีความสำคัญอยู่เวลานี้
สิ่งพิมพ์ เป็นสิ่งที่มีราคาถูก เมื่อเปรียบเทียบกับสื่อมวลชนประเภทอื่น ๆ

แนะนำโปรแกรมสร้างงานสื่อสิ่งพิมพ์
1. Adobe Indesign
ของค่าย Adobe ซึ่งโปรแกรมนี้ถือเป็นโปรแกรมสร้างสื่อเอกสารที่สมบูรณ์ที่สุดพัฒนาต่อมาจาก Adobe PageMaker ถือได้ว่าเป็นโปรแกรมในการทำงานสื่อเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ และสื่อสิ่งพิมพ์ เกือบทุกประเภทที่ดี ที่สุดอีกโปรแกรมในปัจจุบัน
2. MicroSoft Word
ของไมโครซอฟท์ ที่มีผู้ใช้งานด้านเอกสารค่อนข้างมากที่สุด เป็นโปรแกรมสำหรับจัดทำเอกสารพื้นฐานที่ดี ที่สุดโปรแกรมหนึ่ง
3. Adobe PageMaker
ของค่าย Adobe ซึ่งโปรแกรมนี้ถือเป็นโปรแกรมที่สร้างชื่อให้กับ Adobe ในการพัฒนาสื่อเอกสาร และสื่อหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ระดับโรงพิมพ์ มีจุดเด่นรองรับการทำงานที่สมบูรณ์ แม้ว่าปัจจุบัน ไม่ได้รับการพัฒนาต่อเนื่องจาก Adobe ได้ เข็นเอา Adobe Indesign เข้ามาแทนที่
4. MicroSoft Publisher
ของไมโครซอฟท์ อีกโปรแกรมหนึ่งที่ถูกพัฒนามาเพื่องานการพิมพ์โดยเฉพาะ ด้วยเครื่องมือ และแม่แบบ หลากหลายประเภท ทำให้ สามารถสร้างสรร สื่องานการพิมพ์ได้หลายชนิด ตั้งแต่นามบัตรขนาดเล็ก ไปจนถึงออกแบบสื่อเอกสาร โปสเตอร์ขนาดใหญ่

นอกจากนี้ ก็ยังมีโปรแกรมอื่นๆ อีกหลายโปรแกรม อาทิ Design & Print Business Edition, PagePlus, Print Artist Platinum, PrintMaster เป็นต้น

หากเป็นการแปรสภาพเป็นไฟล์ข้อมูลสื่อเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ PDF ก็จำเป็นต้องใช้โปรแกรมออกแบบและ/หรือแปลงไฟล์ข้อมูลเป็นเอกสาร PDF ด้วย อาทิ
Adobe Acrobat
ซึ่งโปรแกรมนี้ ถือเป็นต้นกำเนิดแห่งไฟลื PDF เลยทีเดียว ซึ่งปัจจุบัน พัฒนาไปสู่ PDF แบบ 3 มิติด้วย

                 
ดูตัวอย่างไฟล์ PDF 3D (ท่านต้องมีโปรแกรม Acrobat Reader อยู่ในเครื่องด้วย)

ลักษณะและประเภทของสื่อสิ่งพิมพ์
วิวัฒนาการของสื่อสิ่งพิมพ์มียาวนาน มีหลากหลายประเภท หลากหลายรูปแบบ พอจะสรุปได้ดังนี้

สื่อสิ่งพิมพ์ประเภทหนังสือ
  • หนังสือสารคดี ตำรา แบบเรียน
    เป็นสื่อสิ่งพิมพ์ที่แสดงเนื้อหาวิชาการในศาสตร์ความรู้ต่าง ๆ เพื่อสื่อให้ผู้อ่าน เข้าใจความหมาย ด้วยความรู้ที่เป็นจริง จึงเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ที่เน้นความรู้อย่างถูกต้อง
  • หนังสือบันเทิงคดี
    เป็นสื่อสิ่งพิมพ์ที่ผลิตขึ้นโดยใช้เรื่องราวสมมติ เพื่อให้ผู้อ่านได้รับความ เพลิดเพลิน สนุกสนาน มักมีขนาดเล็ก เรียกว่า หนังสือฉบับกระเป๋า หรือ Pocket Book ได้


สื่อสิ่งพิมพ์เพื่อเผยแพร่ข่าวสาร
  • หนังสือพิมพ์ (Newspapers)
    เป็นสื่อสิ่งพิมพ์ที่ผลิตขึ้นโดยนำเสนอเรื่องราว ข่าวสารภาพและความคิดเห็น ในลักษณะของแผ่นพิมพ์ แผ่นใหญ่ ที่ใช้วิธีการพับรวมกัน ซึ่งสื่อสิ่งพิมพ์ชนิดนี้ ได้พิมพ์ออกเผยแพร่ทั้งลักษณะ หนังสือพิมพ์รายวัน, รายสัปดาห์ และรายเดือน
  • วารสาร, นิตยสาร
    เป็นสื่อสิ่งพิมพ์ที่ผลิตขึ้นโดยนำเสนอสาระ ข่าว ความบันเทิง ที่มีรูปแบบการนำเสนอ ที่โดดเด่น สะดุดตา และสร้างความสนใจให้กับผู้อ่าน ทั้งนี้การผลิตนั้น มีการ กำหนดระยะเวลาการออกเผยแพร่ที่แน่นอน ทั้งลักษณะวารสาร, นิตยสารรายปักษ์ (15 วัน) และ รายเดือน
  • จุลสาร
    เป็นสื่อสิ่งพิมพ์ที่ผลิตขึ้นแบบไม่มุ่งหวังผลกำไร เป็นแบบให้เปล่าโดยให้ผู้อ่านได้ศึกษาหาความรู้ มีกำหนดการออกเผยแพร่เป็นครั้ง ๆ หรือลำดับต่าง ๆ ในวาระพิเศษ

สิ่งพิมพ์โฆษณา
ลักษณะของสื่อสิ่งพิมพืเพื่อการโฆษณา มีอยุ่หลากหลาย อาทิ
  • โบร์ชัวร์ (Brochure)
    เป็นสื่อสิ่งพิมพ์ที่มีลักษณะเป็นสมุดเล่มเล็ก ๆ เย็บติดกันเป็นเล่ม จำนวน 8 หน้าเป็น อย่างน้อย มีปกหน้าและปกหลัง ซึ่งในการแสดงเนื้อหาจะเกี่ยวกับโฆษณาสินค้า
  • ใบปลิว (Leaflet, Handbill)
    เป็นสื่อสิ่งพิมพ์ใบเดียว ที่เน้นการประกาศหรือโฆษณา มักมีขนาด A4 เพื่อง่ายในการแจกจ่าย ลักษณะการแสดงเนื้อหาเป็นข้อความที่ผู้อ่าน อ่านแล้วเข้าใจง่าย
  • แผ่นพับ (Folder)
    เป็นสื่อสิ่งพิมพ์ที่ผลิตโดยเน้นการนำเสนอเนื้อหา ซึ่งเนื้อหาที่นำเสนอนั้น เป็นเนื้อหา ที่สรุปใจความสำคัญ ลักษณะมีการพับเป็นรูปเล่มต่าง ๆ
  • ใบปิด (Poster)
    เป็นสื่อสิ่งพิมพ์โฆษณา โดยใช้ปิดตามสถานที่ต่าง ๆ มีขนาดใหญ่เป็นพิเศษ ซึ่งเน้นการนำเสนออย่างโดดเด่น ดึงดูดความสนใจ 

สิ่งพิมพ์เพื่อการบรรจุภัณฑ์
เป็นสื่อสิ่งพิมพ์ที่ใช้ในการห่อหุ้มผลิตภัณฑ์การค้าต่าง ๆ แยกเป็น
สิ่งพิมพ์หลัก ได้แก่ สิ่งพิมพ์ที่ฉลากสินค้าใช้ปิดรอบขวด หรือ กระป๋องผลิตภัณฑ์การค้า


สิ่งพิมพ์รอง ได้แก่ สิ่งพิมพ์ที่เป็นกล่องบรรจุ หรือลัง

สิ่งพิมพ์มีค่า
เป็นสื่อสิ่งพิมพ์ที่เน้นการนำไปใช้เป็นหลักฐานสำคัญต่าง ๆ โดยมีข้อกำหนดหรือการรับรองตามกฎหมาย เช่น ธนบัตร, ธนาณัติ, บัตรเครดิต, เช็คธนาคาร, ตั๋วแลกเงิน, หนังสือเดินทาง, โฉนด เป็นต้น

สิ่งพิมพ์ลักษณะพิเศษ
เป็นสื่อสิ่งพิมพ์มีการผลิตขึ้นตามลักษณะพิเศษแล้วแต่การใช้งาน ได้แก่ นามบัตร, บัตรอวยพร, ปฏิทิน,บัตรเชิญ, ใบส่งของ, ใบเสร็จรับเงิน, สิ่งพิมพ์บนแก้ว, สิ่งพิมพ์บนผ้า เป็นต้น


 
เอกสารอิเล็กทรอนิกส์

 "เอกสารอิเล็กทรอนิกส์" เป็นการนำเอาเทคโนโลยีใหม่มาใช้ช่วยให้การปฏิบัติงาน ให้มีประสิทธิภาพมีความคล่องตัวสะดวกรวดเร็วมากขึ้น โดยการนำเอาอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์คอมพิวเตอร์มาใช้ในการจัดทำ การเก็บรักษา การส่งข้อมูลการติดต่อสื่อสารในสำนักงาน ทั้งยังเป็นการลดปริมาณกระดาษลงสามารถสื่อสารผ่านทางจอคอมพิวเตอร์ได้อย่างรวดเร็ว การจัดเก็บเอกสาร สามารถนำเอาเครื่องมือเครื่องใช้ในการจัดเก็บ มาช่วยให้การจัดเก็บมีประสิทธิภาพมากขึ้นค้นหาได้ง่าย และประหยัดพื้นที่ในการจัดเก็บข้อมูล ซึ่งทำให้ได้ข้อมูลที่รวดเร็วทันต่อความต้องการ ข้อมูลมีความถูกต้องมากขึ้น ประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะยาว และลดเวลาในการทำงานและเพิ่มประสิทธิภาพในการติดต่อสื่อสาร
ลักษณะและประเภทของเอกสารอิเล็กทรอนิกส์

ลักษณะของเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ รูปแบบโดยรวมถือว่าเป็นไฟล์ข้อมูลที่ถูกเขียน และบันทึกผ่านระบบคอมพิวเตอร์ อันได้แก่ ไฟล์เอกสาร นามสกุล .txt, .rtf, ไฟล์เอกสารจากชุดโปรแกรม Microsoft Office หรือไฟล์เอกสาร .pdf
นอกจากนี้เอกสารหรือหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ยังมีลักษณะเฉพาะที่สำคัญดังนี้
  1. สามารถย้อนกลับเพื่อทบทวนหากไม่เข้าใจ และสามารถเลือกอ่านได้ตามเวลาและสถานที่ที่ตนเองสะดวก
  2. การตอบสนองที่รวดเร็วของคอมพิวเตอร์ที่ให้ทั้งสีสัน ภาพ และเสียง ทำให้เกิดความตื่นเต้นและไม่เบื่อหน่าย
  3. ช่วยลดค่าใช้จ่าย และลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ
  4. สามารถทำสำเนาได้อย่างสะดวกทั้งสำเนาในรูปเอกสารและสำเนาลงในแผ่นซีดีรอม หรือสำเนาลงในฮาร์ดดิสก์
  5. ผู้อ่านสามารถเลือกอ่านหัวข้อที่ตนสนใจข้อใดก่อนก็ได้ และสามารถย้อนกลับไปกลับมาในเอกสารหรือกลับมาเริ่มต้นที่จุดเริ่มต้นใหม่ได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว
  6. สามารถแสดงทั้งข้อความ ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว และเสียงได้พร้อมกันหรือจะเลือกให้แสดงเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้
  7. สะดวกในการจัดเก็บข้อมูล สามารถเชื่อมโยง ข้อมูลจากสื่อต่าง ๆ ทั้งตัวอักษร ภาพนิ่ง ภาพ เคลื่อนไหว และเสียงที่อยู่คนละที่เข้าด้วยกัน นอกจากนั้น ยังสามารถปรับเปลี่ยน แก้ไขและเพิ่มเติมข้อมูลได้ง่าย สะดวก และรวดเร็ว ทำให้สามารถปรับปรุงหนังสือให้ทันสมัยกับเหตุการณ์ ได้เป็นอย่างดี
  8. ผู้อ่านสามารถค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องกันกับเรื่องที่กำลังศึกษาจากไฟล์เอกสาร อื่น ๆ ที่เชื่อมโยงอยู่ได้อย่างไม่จำกัดจากทั่วโลก
ความแตกต่างของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-Book) กับหนังสือทั่วไป
ความแตกต่างของหนังสือทั้งสองประเภทจะอยู่ที่รูปแบบของการสร้าง การผลิตและการใช้งาน เช่น

หนัวสือทั่วไป หนังสืออิเล็กทรอนิกส์
1.ลักษณะกายภาพเป็นกระดาษ 1. เป็นไฟล์ข้อมูลดิจิตอล
2.สาระเรื่องราวแสดงเป็นข้อความและภาพประกอบ 2.สาระเรื่องราวมีข้อความและภาพเคลื่อนไหว
3. สาระเรื่องราวไม่มีเสียงประกอบ 3. สาระเรื่องราวใส่เสียงเพิ่มความน่าสนใจ
4. ไม่สามารถแสดงส่วนขยายด้วยวิดีทัศน์ 4. สามารถแสดงส่วนขยายความด้วยวิดีทัศน์ทันที
5. จุดสนใจอ้างอิงข้อมูลออนไลน์แจ้งเป็นแหล่งค้นคว้า 5. links สู่เครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้ทันที
6.ไม่สามารถแก้ไข ปรับปรุงข้อมูลใหม่ได้ 6. แก้ไข เปลี่ยนแปลง ปรับปรุงได้ตลอดเวลา
7. ต้นทุนการผลิตค่อนข้างสูง 7. ต้นทุนต่ำ
8. การพิมพ์แต่ละครั้งต้องวางแผนกำหนดจำนวนพิมพ์ 8. พิมพืได้เรื่อยๆเท่าที่ต้องการ
9. การสำเนา ทำได้โดยการถ่ายเอกสาร 9. สามารถพิมพ์ได้ สำเนาให้ผู้อื่นได้ ไม่จำกัดจำนวน
10.แม้หนังสือเพียงเล่มเดียวก็ มีขนาดค่อนข้างใหญ่ 10.ไม่ว่าจะกี่เล่มก็มีขนาดเท่าเดิม
11. การอ่านสามารถอ่านได้ทันที 11.ต้องอ่านผ่านอุปกรณ์ โปรแกรมเฉพาะ


หลักการออกแบบสื่อสิ่งพิมพ์และเอกสารอิเล็กทรอนิกส์

ไม่ว่าจะเป็นสื่อเอกสาร(สิ่งพิมพ์) หรือสื่อเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ในการออกแบบอยู่ในพื้นฐานที่อยู่บนหลักการเดียวกัน ซึ่งในเรื่องของหลักการออกแบบ นภารัตน์ ชูเกิด ได้ให้หลักการไว้น่าสนใจ ดังนี้
หลักการออกแบบสื่อสิ่งพิมพ์ (นภารัตน์ ชูเกิด, 2548)
หลักการออกแบบ หมายถึง การนำองค์ประกอบมูลฐานมาจัดหรือรวบรวมเข้าด้วยกันอย่างมีระบบในงานออกแบบ ไม่ว่าจะเป็นตัวอักษร ภาพ หรือพื้นที่ว่าง ๆ เพื่อให้การออกแบบสื่อสิ่งพิมพ์เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการ ดังต่อไปนี้


  1. หลักความสมดุล (balance)
    หมายถึง การกำหนดและการจัดวางองค์ประกอบมูลฐานให้มีน้ำหนัก และขนาดในสัดส่วนที่เท่าๆ กันทั้งสองข้าง งานออกแบบขาดความสมดุลจะก่อให้เกิดความรู้สึกไม่มั่นคงแต่ผู้พบเห็น
  2. ความมีเอกภาพ (Unity)
    หมายถึง การจัดวางองค์ประกอบให้มีการรวมตัวเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน โดยไม่แตกแยก กระจัดกระจาย งานออกแบบขาดเป็นเอกภาพจะทำให้ผู้อ่านเกิดความรู้สึกแตกแยกและไม่น่าสนใจ
  3. การเน้นจุดแห่งความสนใจ (Emphasis)
    หมายถึง การสร้างจุดแห่งความสนใจให้เกิดขึ้นในงานออกแบบ โดยการกำหนดบริเวณใดบริเวณหนึ่งในภาพที่เหมาะสม ให้มีลักษณะพิเศษกว่าบริเวณอื่น เพื่อให้ดึงดูดความสนใจแก่ผู้อ่าน
  4. ความมีสัดส่วน (Proportion)
    หมายถึง การจัดวางองค์ประกอบ โดยคำนึงถึงความสัมพันธ์ของขนาด รูปร่างขององค์ประกอบ เช่น ตัวอักษร รูปภาพ และความสัมพันธ์ระหว่างด้านกว้างและด้านยาวของสิ่งพิมพ์
  5. จังหวะ (Rhythm)
    ได้แก่ การวางองค์ประกอบมูลฐานทางศิลปะให้มีระยะตำแหน่งขององค์ประกอบเป็นช่วงๆ ซึ่งจะก่อให้เกิดความรู้สึกเคลื่อนไหวต่อเนื่องและความมีทิศทางแก่ผู้อ่าน
  6. ความเรียบง่าย (Simplicity)
    การวางองค์ประกอบในการจัดภาพ ควรเน้นที่ความเรียบง่ายไม่รกรุงรัง เพราะแม้ว่านักออกแบบจะสามารถออกแบบให้ผลงานหรูหรา แต่หากไม่สามารถสื่อความหมายได้ตามที่ต้องการ ก็สูญเปล่า ดังนั้น หลักความเรียบง่ายของการออกแบบสื่อสิ่งพิมพ์ ก็เพื่อให้ง่ายต่อการรับรู้ของผู้อ่าน

Readmore...

test

สาระ เนื้อหา เรื่องราว ที่ปรากฎอยู่ในบล็อกแห่งนี้ จัดทำขึ้นเพื่อรวบรวมผลงาน แนวคิด จากการศึกษาเรียนรู้ และประสบการณ์ในการทำงาน รวมถึงการนำมาจากแหล่งข้อมูลอื่น(ซึ่งจะแจ้ง links ต้นทาง) นำมาเผยแพร่ให้กับท่านที่สนใจ ผ่านช่องทางและเวทีบล็อกแห่งนี้ หากท่านต้องการที่จะแนะนำ หรือแสดงความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ในการจัดทำบล็อกความรู้นี้ ติดต่อพูดคุย(ฝากข้อความ) ได้นะครับ
ขอบคุณที่กรุณาเข้าเยี่ยมชม
mediathailand